
'ธรรมะต้องยืนข้างทุกข์' พระศรีญาณโสภณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
หากได้รู้ถึงที่มาที่ไปของ "โครงการกองทุนปลูกรากแก้วศาสนทายาท" รวมถึงอีกหลายโครงการที่ พระศรีญาณโสภณ (สุวิทย์ ปิยวัชฺโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก คิดและทำเพื่อเยาวชน สามเณรและการเผยแผ่ธรรมะในช่วงจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ (วัดที่ พระบาทสมเด็จพระเจ
เนื่องจากพระศรีญาณโสภณ เคยเป็นเด็กวัดในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ จ.อุดรธานี ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน แต่ท่านบอกว่า เราไม่ได้อดอยาก เพราะมีอาหารกินสมบูรณ์ เพียงแต่ขาดโอกาสทางการศึกษา
ตัวท่านเองเคยได้รับการสนับสนุนจาก พระอาจารย์บุญยัง (มรณภาพแล้ว) ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ให้เรียนหนังสือตั้งแต่บวชเป็นสามเณร ตอนอายุ ๑๒ ปี ที่วัดอรัญญวิเวก จ.อุดรธานี
จึงเป็นที่มาของการสนับสนุนเณรน้อย ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา ได้เรียนหนังสือกว่า ๑,๐๐๐ รูป เพื่อให้เณรเหล่านั้นกลับมาทำงานเพื่อสังคม
“ตั้งแต่เด็ก อาตมาชอบที่จะอยู่ในวัด เพราะสงบ ได้ไหว้พระ สวดมนต์ ศึกษาธรรม ที่ประทับใจ คือ วัดสายพระกรรมฐาน เป็นป่าใหญ่มีต้นไม้เยอะ ได้ออกไปธุดงค์ปักกลด สบงจีวรฝึกเย็บเอง ทำกลด ทำบาตรเอง”
จากเณรน้อยสายกรรมฐาน ในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ เข้ามาเรียนในเมือง และได้เรียนในประเทศอังกฤษ ทำให้ท่านเข้าใจทั้งความต่างทางวัฒนธรรม ทั้งชนบท เมือง และต่างชาติ รวมถึงความแตกฉานด้านพุทธศาสนา จนมีผลงานขีดๆ เขียนๆ ธรรมะหลายสิบเล่ม บางเล่มวาดภาพประกอบเอง โดยใช้นามปากกาว่า "ปิยโสภณ" เขียนด้วยภาษาง่ายๆ ผนวกเรื่องชีวิตกับธรรมะอย่างน่าสนใจ
“การได้บวชสามเณร ทำให้อาตมาได้ฝึกหัดความไม่มีว่าเบาอย่างไร ทุกเดือนต้องเดินธุดงค์ มีคนเอาของมาถวายอยู่เรื่อยๆ เวลาเดินธุดงค์ ต้องหอบหิ้วของเอง ถ้าของเยอะ สักพักก็ต้องทิ้ง แจกทำทาน ในที่สุดเหลือแค่บาตร กลด ผ้าสามผืน และอัฐบริขารเท่านั้น” ท่านเล่าถึงการฝึกความไม่มีตั้งแต่เป็นสามเณร
พระศรีญาณโสภณ บอกว่า ตอนเป็นเณร ฉันมื้อเดียว ต้องอยู่ป่า นั่งสมาธิ ฝึกนอนคนเดียวในป่าช้า ซึ่งตอนเด็กๆ กลัวผีมาก แต่นอนในป่าช้าได้ เพราะมีพระอาจารย์อยู่ด้วย อาจารย์อยู่ไหนเราก็อยู่ที่นั่น กระทั่งได้เข้ามาเรียนด้านปริยัติ ทำให้เข้าใจธรรมะมากขึ้น
"อาตมาจะเป็นคนที่อยู่กับพระผู้ใหญ่ตลอด เพื่อนในวัยเดียวกันไม่ค่อยมี จะคุยกับหลวงลุง หลวงพ่อ เป็นคนชอบจด ชอบบันทึก และท่องพุทธภาษิต คำโบราณ ก็เลยได้นิสัยการอุปัฏฐาก พอมาอยู่ในเมือง อาตมาก็เลยมีบุคลิกอาสาทำงาน ใครใช้ให้ทำงานดีใจ ถ้าวันไหนไม่ถูกเรียกใช้งาน รู้สึกมีความผิด ทำไมอาจารย์ไม่ใช้งานเรา”
ธรรมะข้อแรกที่พระศรีญาณโสภณทำความเข้าใจ คือ เรียนเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ท่านย้อนความตอนอายุเก้าขวบว่า ตอนนั้น 'สมเด็จย่า' เสด็จพระราชดำเนินไปหมู่บ้านพวกเรา เพื่อพระราชทานสิ่งของ
“วันนั้นเขาให้อาตมาเข้าแถวเพื่อรับของจากสมเด็จพระพี่นางฯ อาตมาก็หลบมาเข้าแถวสมเด็จย่า ครูก็ดึงหูกลับมาเข้าแถวเดิมหลายครั้ง ในที่สุดเจ้าหน้าที่ยอม เพราะเจ้านายบอกให้ปล่อยเด็กคนนั้น ตอนนั้นอาตมามุ่งมั่นที่จะไปหาสมเด็จย่า ท่านบอกว่า 'หนูเรียนหนังสือนะ จะได้ช่วยคนอื่น"
ประโยคนั้น พระศรีญาณโสภณจำได้ขึ้นใจ เมื่อจบเปรียญธรรม ๙ ประโยค ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ท่านได้กลับไปสอนหนังสือสามเณร ที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี อยู่ ๒ ปี จากนั้นกลับมาช่วยงานที่วัดบวรนิเวศวิหาร
เพราะพื้นฐานเป็นคนชนบท และมีโอกาสอยู่ในกลุ่มประมุขสงฆ์ จึงได้พบคนหลากหลาย พระศรีญาณโสภณ บอกว่า เรายืนอยู่ตรงกลาง ระหว่างคนรวยกับคนจน จึงดึงคนร่ำรวยมาช่วยเด็กยากจน ให้บวชเป็นเณร เรียนหนังสือ
“ตอนกลับมาอยู่กรุงเทพฯ อาตมาเอานักเรียนนายร้อยจปร. นักเรียนนายเรือ มาบวช เพราะพวกทหารต้องมีธรรมะก่อน จากนั้นอาตมาอยากตั้งโรงเรียนเอง แต่ไม่สำเร็จ จนได้ทุนพระราชทาน ไปเรียนปริญญาโท ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน อังกฤษ ตอนไปท่องภาษาอังกฤษได้แค่ ๕๐ ประโยค ค่อยๆ เรียนรู้จนพูดได้ คนที่นั่นก็อัศจรรย์ว่า ทำไมเราเรียนได้เร็ว”
พระศรีญาณโสภณ ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ท่านมองว่า ครอบครัวชาวอังกฤษ พอลูกโตก็ย้ายออกไป ต่างจากครอบครัวคนไทย อยู่กันตั้งแต่พ่อแม่ ลูก หลาน เหลน และโหลน ฯลฯ
“คนแก่อังกฤษมีรัฐบาลเลี้ยง ตกงานมีเงินให้ ก็ดีนะ แต่ระบบครอบครัวแบบไทย รัฐไม่ต้องเลี้ยง ครอบครัวอยู่ด้วยกัน คนอังกฤษมีพื้นที่จำกัด คนไม่ได้อดอยาก แต่เวลากินต้องหมดเรียบ เขาบอกว่า 'กินเป็น จึงคิดเป็น กินไม่เป็น คิดไม่เป็น' ชัดเจนเลยว่า การฝึกมนุษย์ให้คิดเป็น ต้องมีระเบียบวินัย ต้องเริ่มต้นจากการกิน ถ้ากินทิ้งกินขว้าง รับรองว่า ไม่สามารถฝึกระเบียบวินัยได้”
เมื่อกลับมาเมืองไทย พระศรีญาณโสภณจำพรรษาที่วัดพระราม ๙ ฯ ท่านพยายามฝึกเด็กในโรงเรียนหลายแห่ง ให้กินข้าวไม่เหลือ และฝึกวินัยในการถอดรองเท้า
"กว่าสิบปี ที่ฝึกอบรมเด็กๆ อย่างอาตมาสอนเรื่องการออม จะแจกกระปุกออมสิน ให้ออมเงินวันละหนึ่งบาท ปีหนึ่งต้องออม ๓๖๕ บาท เราบอกเด็กว่า ถ้าหยอดวันละบาท หนูก็จะได้อธิษฐานจิต ๓๖๕ ครั้ง แต่ถ้าหยอดกระปุกวันเดียว ก็ได้อธิษฐานแค่วันเดียว ปรากฏว่าได้เงินจากกระปุกเด็กๆ มาสร้างศูนย์ฝึกอาชีพ ห้องครัว ห้องน้ำ เด็กๆ ก็ภาคภูมิใจ เพราะเห็นเป็นรูปธรรม”
นั่นเป็นงานอบรมเยาวชน ส่วนงานด้านเผยแผ่ธรรมะ ผลิตทั้งรายการวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือ ท่านเรียกว่า สื่อสามสัมผัส
ส่วนการบรรยายธรรมะ พระศรีญาณโสภณ บอกว่า ต้องไม่พูดภาษายาก ไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีทันสมัย จะสื่อธรรมะออกมาจากใจ และการปฏิบัติ
เพราะการสร้างคนเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาจิต จึงเป็นที่มาของโครงการสร้างสถานปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๙
พระศรีญาณโสภณ บอกว่า สัญลักษณ์ของวัด คือ เรื่องของจิต ไม่ใช่การสร้างเมรุ การถวายสังฆทาน การดูหมอ ให้หวย วัดต้องเป็นศูนย์อบรมจิต
"อาตมาเองบางครั้งก็ไปเข้าคอร์ส ๗ วัน ยุวพุทธิกสมาคม หรือหลักสูตรวิปัสสนาในพม่า การปฏิบัติเป็นการชำระจิต บางครั้งอาตมาไปเป็นอาจารย์ บางคราวเป็นลูกศิษย์ หากวัดไม่ทำหน้าที่เรื่องจิต คนทั่วไปจะทำ ปัจจุบันมีฆราวาสจำนวนมาก เปิดโรงแรมหรือรีสอร์ท เพื่ออบรมเรื่องจิต แล้วทำไมวัดไม่ทำ อย่างยุวพุทธิกสมาคม มีคนจองเข้าอบรมด้านจิตจำนวนมาก ถ้าวัดมาเล่นเรื่องจิต คนทุกข์จะไปไหน ธรรมะต้องยืนเคียงข้างกับความทุกข์ เราจึงต้องสร้างตึก เพื่อให้คนกรุงเทพฯ มาปฏิบัติธรรม”
นอกจากสร้างสถานปฏิบัติธรรมในกรุงเทพฯ (อีก ๑๐ เดือนข้างหน้าจะสร้างเสร็จ) พระศรีญาณโสภณ ยังมีศูนย์ปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติที่ จ.ภูเก็ต และในอนาคตจะสร้างศูนย์การฝึกสมาธิที่ อ.ภูเรือ จ.เลย เนื่องจากที่นั่นมีโรงเรียนให้สามเณรเรียน
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ปฏิบัติธรรมอีก ๔ แห่งในอังกฤษ โดยมีฆราวาสที่เรียนพระไตรปิฎก และภาษาบาลีเป็นผู้สอน
“มนุษย์เปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง จิตเหมือนซอฟต์แวร์ เวลาทุกข์ ทุกข์ที่จิต ไวรัสจะเล่นงานที่จิต ถ้าศาสนาพุทธจะอยู่ในโลกนี้ต่อไป ต้องตอบถามเรื่องสุขทุกข์ทางจิตได้ เดี๋ยวนี้ชาวต่างชาติทิ้งสมบัติทางกาย มาเอาสมบัติทางใจ แต่เรากลับเข้าไม่ถึงความเป็นพุทธ ภาระของอาตมา คือ สร้างคนให้เห็นสุขที่ละเอียด ถ้าได้สุขละเอียด คนจะไม่โลภ เพราะคนที่โลภมาก ไม่รู้จักสุขที่ละเอียด เพื่อเปรียบเทียบ”
นอกจากนี้ พระศรีญาณโภณ ยังชอบทำงานศิลปะ ตอนอยู่อังกฤษ ๓-๔ ปี ต้องหาโอกาสแวะไปพิพิธภัณฑ์ ท่านบอกว่า งานศิลปะเป็นการรักษาประวัติศาสตร์ และรักษาคุณภาพจิตของคนยุคนั้นๆ
“อาตมาไม่ได้ไปเรียนที่ไหน อยากปั้นก็ซื้อดินมาปั้น ผิดถูกไม่รู้ อยากแกะสลักก็ทำเลย อยากวาดสีน้ำ ก็ลงมือวาด ขณะทำงานศิลปะ คือ การฝึกสมาธิ ทำให้จิตของเราละเอียด อย่างปั้นพระ อาตมาทำทั้งวันทั้งคืน หล่อเรียบร้อยแล้วส่งไปอังกฤษ เราต้องจุดแรงบันดาลใจให้คน สาเหตุที่คนทำการงานใดได้ยาก เพราะไม่มีแรงบันดาลใจ และเป้าหมายชัดเจน อาตมามีเป้าหมายว่า ต้องเป็นที่พึ่งของตัวเอง และให้คนอื่นมาพึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะอ่อนแอ หรือท้อแท้ไม่ได้ เราต้องไม่ทุกข์ ถ้าเราทุกข์ คนมาพึ่งเราก็จะทุกข์หนัก
“อาตมาคิดว่า การสร้างถาวรวัตถุใช้เงินมาก แต่สร้างคนได้น้อย เราต้องสร้างคนก่อน อาตมามีเพื่อนอยู่ในจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย สิ่งที่อาตมาอยากทำต่อ คือ ส่งศาสนทายาทไปเรียนประเทศเหล่านั้น แล้วกลับมาทำงานเผยแผ่พุทธศาสนา”
เรื่อง... " เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ"
ภาพ... "นัทพล ทิพย์วาทีอมร"



