ไลฟ์สไตล์

73สามเณรเมืองปากน้ำโพป่วยหวัดไร้โยมดูแล

73สามเณรเมืองปากน้ำโพป่วยหวัดไร้โยมดูแล

05 ส.ค. 2552

สธ.แถลงป่วยหวัด2009ตายเพิ่มอีก16ราย “วิทยา” ชี้ไม่มีรายงานการแพทย์ยืนยันว่าวาเป๊กซ์ฆ่าเชื้อหวัด 2009 ได้ ตามที่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่อีสาน 19 จว. มอบนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดไข้หวัด หญิงตั้งท้อง 6 เดือนอาการดีขึ้น

การแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 นอกจากจะกระจายไปตามโรงเรียนต่างๆแล้ว เวลานี้ยังกระจายไปยังวัดวาอารามด้วย อย่างเช่นที่วัดคีรีวงศ์ อำเภอเมือง จ.นครสวรรค์ สามเณรที่บวชเรียนหนังสือในโรงเรียนคีรีวงศ์วิทยา   ซึ่งสถานศึกษาในพระพุทธศาสนา ที่ตั้งอยู่ภายในวัดคีรีวงศ์ เวลานี้สามเณรจำนวน 73 รูป ป่วยเป็นไข้หวัด นอนเรียงรายบนศาลาจับไข้ หนาวสั่นอย่างน่าเวทนา

 ด้านสามเณรสงกรานต์ แก้วอ่ำ หัวหน้าห้องหรือสามเณรพี่เลี้ยง เปิดเผยว่า สามเณรจำนวน 73 รูปได้ป่วยมีอาการไข้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทำให้วันนี้พระปลัดที่ดูแลสถานศึกษาแห่งนี้ ได้สั่งปิดการเรียนการสอนและออกจาวัดไป โดยสั่งให้สามเณรที่ป่วยมานอนรวมกันที่ศาลาวัดรอดูอาการ เพื่อรอแพทย์หรือพระผู้ใหญ่เดินทางมาดูแล สำหรับโรงเรียนคีรีวงศ์วิทยาแห่งนี้ เป็นโรงเรียนในพระพุทธศาสนา มีสามเณรจากจังหวัดต่างๆเช่น ขอนแก่นกำแพงเพชร ลพบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ มาบวชเรียนกันจำนวน 112 รูป เวลานี้สามเณรป่วยจำนวนกว่า 73 รูปแล้ว

 สธ.แถลงป่วยหวัด2009ตายเพิ่มอีก16ราย

ที่กระทรวงสาธารณสุข  เมื่อเวลา 11.15 น.วันที่ 5 ส.ค.  นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์ไวรัสวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นพ.ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และ พญ.มัวรีน เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (หวัด 2009) ในประเทศไทย ซึ่งการแถลงข่าวนี้เป็นสัปดาห์ที่ 3 หลังที่มีการปรับเปลี่ยนระบบการรายงานสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลกหยุดการรายงานผู้ป่วยสะสมแล้ว เพราะไม่สะท้อนสภาพที่เป็นจริง โดยในส่วนประเทศไทย จากการคำนวณทางระบาดวิทยาคาดว่ามีผู้ป่วยขณะนี้ 3.5-5 แสนคน ซึ่งผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลจะมีแค่ส่วนน้อย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ประมาทเพราะอาจมีผู้ป่วยหนักเพิ่มมากขึ้นได้ ทั้งนี้จากการแนวโน้มการระบาดใน กทม.ชะลอตัวลง ขณะที่ภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในกลุ่มอายุ 6-10 ปี และ 11-20 ปี มีจำนวนผู้ป่วยชะลอตัวลง แสดงให้เห็นว่ามาตรการของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเริ่มเห็นผล ชี้ให้เห็นว่ามาตรการที่ทำมาเดินมาถูกทางแล้ว

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ในกลุ่มแรงงานที่เป็นภาคธุรกิจย่อย และเกษตรกรมีแนวโน้มการป่วยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาตรการรัฐบาลที่ของให้ผู้ป่วยอยู่บ้านไม่ถือเป็นวันลาเป็นมาตรการที่ยังต้องดำเนินการ และตั้งแต่วันที่ ถึง 2 ส.ค. ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 16 ราย ชาย 9 ราย หญิง 7 ราย ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 5 ราย ในจำนวนร้อยละ 75 คือ 12 ใน 16 ราย มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หอบหืด อ้วน สูบบุหรี่จัด และหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด และเป็นหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย ทั้งนี้ที่เหลือ 4 ราย เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน สุขภาพร่างกายปกติ และหากดูสถานการณ์ทั่วโลกพบว่า มีผู้ที่มีสุขภาพดีเสียชีวิตจากหวัด 2009 เช่นกัน

 “จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเป็นเพราะได้รับข้อมูลข่าวสารและเข้าใจสถานการณ์โรคมากขึ้น ความตื่นตัวของประชาชน รวมถึงการเข้าถึงยาต้านไวรัสที่กระจายไปทั่วประเทศโดยถึงระดับคลินิก อย่างไรก็ตามพบว่า ปัญหาการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากได้รับยาช้า 5-6 วัน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 1 วัน จำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการเพื่อให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงได้รับยาภายใน 48 ชม.” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

 ดร.มัวรีน เบอร์มิงแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีประเทศที่พบผู้ป่วยหวัด 2009 แล้ว 160 ประเทศ และสถานการณ์ระบาดก็แตกต่างกัน เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างเช่น ฤดูกาลที่ต่างกัน การเคลื่อนไหวของประชากร การระบาดจึงไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามแต่ละประเทศก็เตรียมตัวรับการระบาดต่างกัน ทั้งนี้การระบาดขณะนี้ยังถือว่าเป็นช่วงต้นการระบาดเท่านั้น ส่วนที่ประเทศเม็กซิโกพบผู้ป่วยหวัด 2009 เพิ่มกว่าพันรายนั้น ไม่ได้ผิดจากที่เคยคาดไว้ แต่การที่จะบอกว่าการแพร่ระลอก 2 นั้น ยังไม่สรุป และยังอยู่ระหว่าการติดตามสถานการณ์อยู่

 ด้าน รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยหวัด 2009 ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิต 70% จะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะโรครุนแรง มีโรคประจำตัว แต่อีก 30% ที่เสียชีวิตกลับเป็นคนที่ไม่ได้อยู่กลุ่มเสี่ยง ซึ่งขณะนี้สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ร่วมกับประเทศอังกฤษจะทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ทั่วโลก เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประเมิน เพื่อความแตกต่างในการรับเชื้อและป่วยระหว่างกลุ่มเสี่ยงและไม่เสี่ยง การใช้ยา และไทยจะร่วมทำการศึกษาเช่นกัน

 นอกจากนี้ นพ.ทวี กล่าวต่อว่า จากการติดตามการใช้ยาโอเซลทามีเวียร์ พบว่า เชื้อเอช1 เอ็น1 ที่เป็นเชื้อหวัด 2009 ยังไม่มีรายงานการดื้อยา ดังนั้นการให้ยาโอเซลทามีเวียร์เดี่ยวๆ ยังได้ผลดี แต่ในกลุ่มไข้หวัดประจำปี ที่เป็นเชื้อเอช 1 เอ็น 1 เช่นกัน ขณะนี้ดื้อต่อยาโอเซลทามิเวียร์ 100% แล้ว แต่ยังไว้ต่อยาซานามิเวียร์ที่เป็นยาพ่นและใช้ได้ผล ซึ่งผู้ป่วยหวัด 2009 ในรายที่แพทย์สั่งให้ยาทั้งโอเซลทามิเวียร์และซานามีเวียร์ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤตเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ที่ต้องเร่งให้การรักษา ไม่สามารถรอผลจากห้องปฏิบัติการว่าเป็นเชื้อเอช1 เอ็น1 ตัวใหม่หรือตัวเก่า จึงต้องให้ยาทั้ง 2 รายการควบคู่ ทั้งนี้การใช้ยาซานามีเวียร์มีปัญหาการใช้ที่ยากเพราะเป็นยาพ่น ขณะที่ยาโอเซลทามีเวียร์ที่ใช้กันมากขณะนี้เริ่มเห็นผลข้างเคียงแล้ว ซึ่งจากรายงานในประเทศอังกฤษพบเด็กเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยานี้ถึง 50% โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

 นพ.ทวี กล่าวว่า ข้อมูลที่ระบุว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ประจำปีดื้อต่อยาโอเซลทามีเวียร์ 100% นั้น ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบในทางการรักษา เพราะเชื้อตัวนี้ไม่รุนแรง แต่หากผู้ป่วยบางรายเกิดภาวะโรครุนแรงขึ้น สามารถใช้ยาซานามิเวียร์รักษาได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยาซานามีเวียร์ในผู้ป่วยกลุ่มนี้น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะหายได้เอง

 นพ.ยง ภู่วรวรรณ ศูนย์ไวรัสวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยังไม่มีการพบการดื้อยาโอเซลทามีเวียร์ และสถานการณ์ทั่วโลกมีการรายงานพบผู้ป่วยดื้อยาเพิ่มขึ้น 1 รายที่ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นที่ 6 ราย ซึ่งในรายผู้ป่วยที่ดื้อโอเซลทามิเวียร์ยังสามารถใช้ยาซามีเวียร์ได้ และอัตราการดื้อต่อยาซานามีเวียร์เป็นไปได้ยากและยังถือเป็นทางเลือกที่ดีอยู่ ทั้งนี้จากรายงานการศึกษาในประเทศฮ่องกงในผู้ป่วยหวัด 2009 ที่พักอยู่ที่บ้านนั้น โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สมาชิกในครอบครัวสวมหน้าการอนามัยและดูแลสุขอนามัยที่ถูกต้อง กับกลุ่มที่ละเลยในเรื่องมาตรการป้องกันเหล่าน พบว่า ในกลุ่มที่สวมใส่หน้ากากอนามัยมีการแพร่ระบาดน้อยมาก แสดงให้เห็นว่า หากคนในครอบครัวช่วยกันใส่ใจปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคจะช่วยลดอัตราการติดเชื้อและป่วยได้

ขณะที่ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า ภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเพิ่มการกระจายยาโอเซลทามีเวียร์เมื่อเดือน ก.ค. ขณะนี้ได้กระจายยาไปแล้วจำนวน 2.6 ล้านเม็ด และมีความพร้อมที่จะกระจายไปยังสถานพยาบาลเพิ่มเติม และขณะนี้ทาง อภ.อยู่ระหว่างการขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลในการจัดเก็บข้อมูลการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วยที่เป็นจริง ซึ่งมีโรงพยาบาล 200 แห่ง คิดเป็น 25% ของโรงพยาบาลทั้งหมดที่มีอยู่ 1,030 แห่ง ที่ได้ส่งข้อมูลนี้มาแล้วพบว่า จากตัวเลขที่ได้ขณะนี้มีการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วยรายใหม่ 30,000 รายต่อวัน

นพ.ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาด กรมควบคุมโรค กล่าวว่า นักกีฬาสิงคโปร์ที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันมาเชียลอาร์ทเกมส์ ที่ป่วยด้วยโรคหวัด 2009 นั้น รายแรกเป็นชายอายุ 20 ปี และรายที่สองเป็นหญิงอายุ 17 ปี ซึ่งทั้ง 2 รายนั้น มีไข้หลังจากวันแรกที่เดินทางมาถึง คาดว่าน่าจะได้รับเชื้อมาเข้าประเทศไทย และได้ให้ยาโอเซลทามิเวียร์แก่ผู้ป่วยทั้ง 2 รายแล้ว อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทางกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมพร้อมการดูแลนักกีฬาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่เป็นปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวสถานการณ์หวัด 2009 เมื่อวันพุธที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มจากหวัด 2009 มีจำนวน 21 ราย รวมมีผู้เสียชีวิตสะสม 65 ราย ซึ่งในวันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานผู้เสียชีวิตเพิ่ม 16 ราย ทำให้ประเทศไทยขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากหวัด 2009 สะสมแล้ว 81 ราย

“วิทยา” ชี้ไม่มีรายงานการแพทย์ยืนยันว่าวาเป๊กซ์ฆ่าเชื้อหวัด

 เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีโรงพยาบาลบางแห่งละเลยในการจัดสัดส่วนพื้นที่สำหรับผู้ป่วยหรือผู้เสี่ยงเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ตนได้มอบนโยบายและพยายามออกตรวจทุกโรงพยาบาล เพื่อให้มีการกันผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ออกไปในช่องทางต่างหากจากผู้ป่วยปกติ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำบัตร การตรวจคัดกรอง และการเข้าพักรักษาตัว ส่วนในคลินิกต่างๆนั้นก็มีข้อกำหนดที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้ว

 เมื่อถามถึงกรณีที่ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตว่าวาเป๊กซ์สามารถช่วยฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นายวิทยา กล่าวว่า ยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การดูแลสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับทุกคน


 สั่งปิดโรงเรียนอนุบาลพะเยาหลังพบเด็กติดหวัด

 นางจิตรลดา เปรื่องวิชาธร รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลพะเยา จ.พะเยา เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ไปทั่วประเทศ  ที่ผ่านมามีเด็กของโรงเรียนติดเชื้อประมาณ 8 คน รักษาจนหายขาดแล้ว 7 คน เหลืออีก 1 คน กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลพะเยาราม  ส่วนการที่โรงเรียนปิดการเรียนชั่วคราว เนื่องจากในช่วงนี้มีการแข่งขันทางวิชาการของเด็กๆจากหลายโรงเรียน เกรงว่าเด็กนักเรียนจะมีโอกาสรับและแพร่เชื้อให้กระจายออกไป ประกอบกับทางโรงเรียนพบว่ามีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งไม่ยอมให้เด็กนักเรียนที่มีอาการป่วยไปทำการตรวจรักษา หรือที่ไปตรวจรักษาแล้วปิดเรื่องไม่แจ้งให้ทางโรงเรียนทราบ เพราะเกรงว่าเด็กจะเสียการเรียน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องปิดโรงเรียนในทุกระดับชั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเด็กเรียนไม่ทัน และจะได้ทำความสะอาดในทุกอาคารเรียนให้เสร็จสิ้นก่อนวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเปิดเรียน

 นายเสน่ห์ (นามสมมติ) ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  กล่าวว่า จริงๆทางโรงเรียนน่าจะปิดตั้งแต่ช่วงที่เด็กนักเรียนระดับชั้น ป.2/1 ติดเชื้อจำนวน 5 คนไปแล้ว กลับทำเพียงสั่งปิดชั้น ป.2/1 เพียงห้องเดียว ส่วนห้องข้างเคียงยังมีการเรียนการสอนตามปกติ จนเป็นเหตุให้นักเรียนจำนวนหนึ่งไม่มาเรียน เนื่องจากกลัวติดเชื้อและมีผู้ปกครองอีกจำนวนหนึ่งที่พบว่าลูกป่วยก็ไม่แจ้งให้ทางโรงเรียนทราบเพราะกลัวทางโรงเรียนให้หยุดเรียน ในขณะที่เพื่อนๆยังเรียนหนังสือตามปกติ อาจจะเรียนไม่ทันเพื่อน จึงทำให้โรงเรียนยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่อไป

 “วิงวอนผู้ปกครองที่ยังไม่ได้นำเด็กที่มีอาการป่วยหรืออาการบ่งชี้ที่เด็กอาจจะป่วย ให้นำเด็กไปตรวจรักษาในช่วงนี้ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับตัวเด็กเอง และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่เด็กคนอื่นๆ และสังคมโดยรวม“นายเสน่ห์ กล่าว

ปลัดสธ.ลุยอีสานมอบนโยบายกันหวัด2009

 เวลา 09.00 น ที่ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายแพทย์ปราชญ์ บุณวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมทางวิชาการ ในโอกาส ครบรอบ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ การแพทย์ก้าวหน้า พัฒนาเครือข่าย ใส่ใจชุมชุม พร้อมมอบนโยบาย ถึงการป้องกันการแพร่ระบาดและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้กับ สาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในพื้นที่19จังหวัดภาคอีสาน ที่เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน ได้รับทราบ

 โดยในการมอบนโยบายการป้องกัน ควบคุม การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้กับ สาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน นายแพทย์ปราชญ์ บุณวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เน้นย้ำการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน โดยการสร้างเครือข่าย การทำงานของ อสม.เข้ามาช่วยในการเฝ้าระวังโรคดังกล่าว โดยใช้ อสม.1 คน ต่อการเฝ้าระวังประชากร 10 ครัว เรือน และให้มีการรายงานสถานการณ์ไปยังสาธารณสุขจังหวัดทุกสัปดาห์ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันการแพร่ระบาด และยืนยันตัวเลขของการแร่ระบาดได้ตรงและไม่และคาดเคลื่อนพร้อมกันนี้หากพบผู้ป่วยต้องสงสัยก็สามารถดำเนินการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัดได้อย่างทันท่วงทีซึ่งจะมีบุคลากรทางการแพทย์คอยคัดกรองอีกครั้ง

 ส่วนอาการของหญิงสาววัย 18 ปี ที่ตั้งครรภ์ 6 เดือน ติดเชื้อไข้หวัด 2009 ล่าสุดได้รับรายงานจากแพทย์ รพ.รามาธิบดี ว่า อาการดีขึ้น แต่ยังคงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในส่วนการดื้อยาต้านไวรัสขณะนี้ยังไม่มีรายงานการดื้อยาเกิดขึ้นพร้อมกันนี้จะมีการกระจายยาต้านไวรัสไปยังคลีนิคต่างๆให้กับคลีนิคที่เข้าร่วมโครงการ ทั่วประเทศ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

พบเด็กโรงเรียนวัดสระแก้วเป็นไข้เพิ่มอีกเกือบครึ่งร้อย

 เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันนี้ที่โรงพยาบาลวัดสระแก้วสาขาโรงพยาบาลป่าโมก นายแพทย์สาโรจน์ มะรุมดี สาธารณสุขจังหวัดอ่างทองพร้อมด้วยคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมและตรวจสอบหลังเด็กกำพร้าจากโรงเรียนวัดสระแก้วล้มป่วยเป็นไข้หวัดกว่า 200 คน หลังจากเข้าตรวจสอบพบว่าวันนี้มีเด็กนักเรียนป่วยเป็นไข้เพิ่มอีก 40 คน

 นายแพทย์สาโรจน์ กล่าวว่า วันนี้ตนและคณะเข้ามาตรวจเยี่ยมอาการของเด็กๆ พร้อมทั้งตรวจสอบหาสาเหตุของการแพร่ระบาดของไข้หวัดในครั้งนี้ โดยในเบื้องต้นตั้งแต่มีผู้ป่วยที่มีอาการเป็นไข้จำนวน 244 ราย และเมื่อวานนี้มีถึง  204 ราย วันนี้มีเด็กป่วยต้องเข้ารับการรักษาเพิ่มอีก 40 ราย ซึ่งแบ่งเป็นเด็กชาย 114 คน เด็กหญิง 130 คน ส่วนใหญ่หลังจากเข้ารักษาอาการดีขึ้นแต่ก็ยังมีอาการไข้อยู่และทางคณะแพทย์ได้ให้ยาทามีฟูซึ่งเป็นยาต้านไวรัสให้กับเด็กที่ป่วยมีไข้สูงเกิด 38 องค์ศาแล้วจำนวน 30 คน ในส่วนของการเก็บสารคัดหลั่งเข้าตรวจสอบว่าจะมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันใหม่ 2009 หรือไม่นั้นได้ดำเนินการส่งตรวจไปแล้วเมื่อวานนี้ก็ต้องรอผลออกมา

 ผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงจำนวน 30 ราย แยกพักรักษาตัวที่ รพ.ป่าโมก 11 ราย และรพ.วัดสระแก้วอีก 19 ราย ส่วนที่เหลือทั้งหมดได้แยกนอนตามโรงนอนภายในวัดสระแก้ว ซึ่งเบื้องต้นทางโรงเรียนได้สั่งปิด 1 สัปดาห์เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ ที่สำคัญเด็กกำพร้าที่มาอยู่วัดสระแก้วมีจำนวนมากอยู่กันอย่างแออัดค่อนข่างที่จะดูแลยาก

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บริเวณอาคารนอนภายในวัดสระแก้ว เด็กนักเรียนทั้งชายทั้งหญิงจำนวนกว่า 200 ราย ต้องนอนพักเรียงรายกันเป็นแถว โดยส่วนใหญ่มีอาการป่วย ทางเด็กนักเรียนรุ่นพี่ จะคอยมาจัดยาให้รับประทานตามเวลา เนื่องจากกลัวว่าเด็กจะไม่รับประทานยา โดยมีครูผู้ดูแลหอพักดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับเด็กวัดสระแก้วมีเด็กจำนวนทั้งสิ้น 1500 คน ส่วนใหญเป็นเด็กกำพร้าและเด็กชาวเขาที่เข้ามาอาศัยอยู่ภายในวัดสระแก้ว

คลิกนิกเชียงใหม่ร่วมอบรมจ่ายยาต้านไวรัสกว่า17แห่ง

 ทพ.ดร.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้สสจ.เชียงใหม่ ได้อบรมคลินิกที่สมัครจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียสำหรับผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีคลินิกเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งหมด 17 แห่ง โดยในจำนวนนี้ได้แจกจ่ายยาโอเซลทามิเวียไปแล้วจำนวนหนึ่งประมาณ 5-6 แห่ง กระจายยาต้านไวรัสดังกล่าวขั้นต่ำให้คลินิกละ 5 ชุด ทั้งนี้ หากจ่ายยาหมดแล้วสามารถมาเบิกได้ที่สำนักงานสาธารณสุขที่มีสำรองไว้กว่า 4,000 ชุด

 ส่วนสาเหตุที่ทำให้คลิกนิกเอกชนเข้าร่วมโครงการจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียเป็นจำนวนน้อยนั้น เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งซึ่งเพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยและผู้ที่คาดว่าจะเข้ารับบริการ ประกอบกับผู้ป่วยตื่นกลัวและให้ความมั่นใจในการรักษาตามโรงพยาบาลมากกว่า เพราะถือว่าเป็นโรคระบาดที่เป็นกระแส ดังนั้น จึงไม่ได้รับความสนใจจากคลินิกในจังหวัดเชียงใหม่เท่าที่ควร

 สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีจำนวนกว่า 400 คน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ป่วยมี 1 รายเป็นหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งรายละเอียดยังไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากตนเองติดภาระกิจต่างพื้นที่ ทราบแต่เพียงเบื้องต้นได้รับรายงานว่าอาการปลอดภัยแล้วและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

 ทั้งนี้ ในส่วนของกาฬโรคปอดที่เกิดขึ้นในประเทศจีน มณฑลชิงไห่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โอกาสที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นได้ค่อนข้างยาก เพราะพื้นที่ที่เกิดการระบาดของโรคพบทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซึ่งห่างไกลกับประเทศไทยมาก ประกอบกับหากผู้ป่วยได้รับเชื้อจะมีอาการค่อนข้างหนักหรือกว่า 60% เสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง โอกาสที่ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจะเดินทางออกนอกพื้นที่เป็นไปได้ยาก เพราะยิ่งเชื้อมีความรุนแรงมากการแพร่ระบาดก็เป็นได้ค่อนข้างยาก