ไลฟ์สไตล์

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

21 มิ.ย. 2559

‘มจร’ใช้‘วิปัสสนาเปลี่ยนชีวิต’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           ช่วงที่ประเทศไทยกำลังปรับทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิ หลักสูตรปริญญาโทและเอก สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)  ที่มีพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี มจร ผู้อำนวยการหลักสูตร ร่วมกับส่วนงานกิจการนักศึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพฯ จัดหลักสูตร "วิปัสสนาเปลี่ยนชีวิต" แก่นักศึกษา ระหว่างวันที่ 20-21 มิ.ย.2559 

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           ทั้งนี้พระมหาหรรษาได้เผยแพร่กิจกรรมดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก "Hansa Dhammahaso" พร้อมระบุว่า ได้สืบสานเจตนารมณ์ของสยาดอ ภัททันตวิโรจนะ จากวัดงุยเตาอูกัมมัฏฐาน สหภาพพม่า โดยการสอนวิปัสสนากรรมฐานให้แก่พุทธศาสนิกชน ในบ่ายวันที่ 20 มิ.ย.2559 จึงได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพฯ ชั้นปีที่ 2  จำนวน 100 คนกว่า โดยจะใช้เวลา 2 วัน เชื่อมั่นว่า จะทำให้เด็กเหล่านี้ค้นพบลมหายใจแห่งความสุข และทำหน้าที่ส่งต่อลมหายใจแห่งความสุขแก่บุคคลอื่นๆ ต่อไป

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           "หลักสูตรวิปัสสนาเปลี่ยนชีวิตนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่จะเกิดทางใจ (Mental Diseases) แก่พยาบาลที่จะออกไปทำหน้าที่รักษาโรคให้แก่เพื่อนร่วมโลก การเปลี่ยนชีวิตของตัวพยาบาลเอง ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนชีวิตของบุคคลอื่นที่อยู่รอบข้างให้มีลมหายใจที่เปี่ยมสุขต่อไป" ผอ.หลักสูตรปริญญาโทและเอก สาขาสันติศึกษาระบุ

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           อย่างไรก็ตามระหว่างวันที่ 11-19 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา พระมหาหรรษา ธัมมหาโส  ได้เข้าเรียนวิชาครูกรรมฐานและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  ที่สำนักปฏิบัติธรรมบ้านเพชรบำเพ็ญ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี สอนโดยสยาดอ ภัททันตวิโรจนะ จากวัดงุยเตาอูกัมมัฏฐาน สหภาพพม่า และอุปถัมภ์โดย ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ  พระมหาหรรษานั้นได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมวัดงุยเตาอูกัมมัฏฐาน ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์มาก่อนหน้านี้แล้วจำนวน 45 วัน 

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล


ไม่มีความทุกข์ก็ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธศาสนา 

           หลังจากปฏิบัติเสร็จพระมหาหรรษาได้เผยแพร่ความรู้สึกผ่านทางเฟซบุ๊กความว่า  "พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาจากความทุกข์ของผู้ชายท่านหนึ่งที่เผชิญหน้ากับความตีบตันทางใจ จึงตะเกียกตะกายเดินทางออกไปตอบโจทย์คำถามว่า "อะไรคือความสุขแท้" พระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นมาจากความทุกข์ เพื่อให้มนุษย์ค้นหาสาเหตุของความทุกข์ ดับความทุกข์ และแสวงหาหนทางในการดับทุกข์ให้สิ้นซากไป คำสอนของพระพุทธศาสนาจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องทุกข์กับหนทางของการดับทุกข์ ฉะนั้น หากมนุษย์ไม่มีความทุกข์เสียแล้ว โลกใบนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีพระพุทธศาสนา และพึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนามาช่วยดับทุกข์เพื่อเข้าถึงความสุขแบบจีรังยั่งยืน อีกทั้งขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้เราได้พบพระพุทธเจ้าในที่สุด... เห็นทุกข์ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เห็นธรรม เห็นพระพุทธเจ้า

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           "เมื่อทุกท่านผ่านการอบรมในหลักสูตรครูสอนวิปัสสนาไปแล้ว ขอให้ช่วยกันทำ 2 อย่าง คือ ช่วยกันทำหน้าที่สอนวิปัสสนากรรมฐาน และสร้างสำนักสอนวิปัสสนากรรมฐานให้เป็นแหล่งปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน" นี่คือสิ่งที่สยาดอจี ภัททันตวิโรจนะ ได้ฝากงานสำคัญให้แก่ครูสอนวปัสสนากรรมฐานให้ช่วยกันสืบสานงานด้านวิปัสสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เช้านี้(20มิ.ย.)ก่อนการบรรยายเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานกฤษฏีกาที่โรงแรมรอยัล ซิตี้ ปิ่นเกล้า จึงได้นำทุกคนเข้าสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน 1  ชั่วโมง เชื่อว่า จะมำให้เกิดอุปนิสัยในการปฏิบัติต่อไป"


ครูที่ยิ่งกว่าครูคือครูสอนวิปัสสนากรรมฐาน

           "ผมคิดอยู่นานว่าจะเปิดหลักสูตรครูสอนวิปัสสนาดีไหม??? แต่หลังจากที่มหาจุฬาฯ ถวายปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ให้ผม จึงทำให้ผมตัดสินใจทันทีว่า ได้เวลาเหมาะสมแล้วที่จะเปิดหลักสูตรนี้ เพื่อพัฒนาครูสอนวิปัสสนากรรมฐานออกไปทำงานเพื่อความตั้งมั่นของพระพุทธศาสนา" นี่คือคำพูดที่คุณแม่ชีเก๋ ล่ามประจำตัวหลวงพ่อได้บอกพวกเราในห้องประชุมใหญ่ ณ บัานเพชรบำเพ็ญ จ.เพชรบุรี ที่ ดร.แม่ชีทศพร วชิรบำเพ็ญ ได้ให้การถวายความสะดวกตลอดหลักสูตร

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           กราบขอบคุณท่านหลวงพ่อสยาดอจี ภัททันตวิโรจนะ แห่งวัดงุยเตาอู ท่าขี้เหล็ก พม่า ท่านเป็นครูใหญ่ด้านวิปัสสนากรรมฐาน และนับตั้งแต่หลวงพ่ออาจ อาสภะมหาเถระ สังฆมนตรี ได้ส่งหลวงพ่อเจ้าคุณโชดกไปปฏิบัติกรรมฐานจนนำไปสู่การกลับมาพัฒนาพระวิปัสสนาจารย์ในเมืองไทยเพื่อสอนวิปัสสนากรรมฐานแบบสติปัฏฐาน อันเป็นที่มาของหลวงพ่อจรัญ และหลวงพ่อทอง เป็นต้น วันนี้ หลวงพ่อสะยาดอ ภัททันตะวิโรจนะ ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้านี้อีกครั้งโดยทำหน้าที่เป็นครูที่ทำหน้าที่พัฒนาและฝึกอบรมครูสอนวิปัสสนากรรมฐานรุ่นแรก 54  รูปด้วยแรงกายแรงใจของท่านเอง

           ตลอดระยะของการพัฒนานั้น หลวงพ่อทำหน้าที่ครูผู้ใส่ลมหายใจและชีวิตของท่านแก่มวลศิษย์โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งการลงมือสอนภาคทฤษฏีเอง และสอนภาคปฏิบัติโดยการปฏิบัติการเอง จากแบบอย่างเช่นนี้ ทำให้ประจักษ์แจ้งในใจว่า เพราะเหตุใด? หลวงพ่อจึงใส่ใจครูวิปัสสนากรรมฐานที่ทำคลอดด้วยน้ำมือของท่านในรุ่นแรก ในส่วนลึกแล้ว ไม่มีครูประเภทใดที่จะยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าไปกว่าครูสอนวิปัสสนากรรมฐาน พระหลวงพ่อคือตอบที่ว่า "ครูที่ยิ่งกว่าครู หรือครูที่เหนือครู คือ ครูสอนวิปัสสนากรรมฐาน" เพราะครูเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตใครสักคนให้ได้รูปและนามใหม่จนสามารถกำหนดละรูปและนามในที่สุด คือ "ครูวิปัสสนากรรมฐาน"

           สำหรับ “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”(มจร) นั้น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในสังกัดคณะสงฆ์นอกจากจะมีหน้าที่ในการจัดการศึกษาทางพระพุทธศาสนาบูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่แล้วยังมีหน้าที่ในการบริการสังคมดังนั้นเมื่อสังคมไทยและโลกเกิดความขัดแย้งรุนแรงอาจพัฒนาเป็นการทำสงครามเกิดขึ้นทำให้ได้เห็นองค์บทบาททั้งในนามองค์กรและบุคคลซึ่งเว็บไซต์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกได้สะท้อนบทบาทเหล่านี้อย่างต่อเนื่องซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นการสร้างสันติภาพภายในและการสร้างสันติภายนอก 

 

‘มจร’เปิดหลักสูตรสร้างสันติภาพภายใน

 ‘มจร’ใช้‘วิปัสสนา’สร้างภูมิคุ้มกันแก่น.ศ.พยาบาล

           มจร ได้ส่งเสริมการปฏิบัติบูชา การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต่างๆของ มจร นั้นนอกจากจะมีภาคทฤษฎีแล้วยังจะต้องมีการภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยระดับปริญญาตรี-โทต้องปฏิบัติธรรม 30 วันและระดับปริญญาเอก 45  วัน พร้อมกันนี้ได้เปิดหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงระดับปริญญาโทซึ่งต้องไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเมียนมาร์ 7  เดือน และมีนโยบายเป็นหลักสูตรปริญญาเอก  ซึ่งบริหารงานของศูนย์พุทธวิปัสสนานานาชาติ มจร สร้าง “อาคารวิปัสสนาธุระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)”  ขึ้นมารองรับ  นอกจากจะมีการจัดการเรียนการสอบตามหลักสูตรแล้วยังได้มีการจัดให้พระนิสิตได้ปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ ช่วงก่อนปิดภาคเรียนทุกช่วงชั้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันชาวพุทธจะนิยมปฏิบัติธรรมมากขึ้นแต่แนวทางการปฏิบัติยังมีการแยกส่วนเป็นเอกเทศไปตามสำนักต่างๆ ไม่มีนโยบายบริหารงานที่ชัดเจนดังนั้นจึงมีข้อเสนอตั้ง “แม่กองวิปัสสนากรรมฐาน”  พร้อมกันนี้มีข้อเสนอให้นำหลักการวิปัสสนากรรมฐานบูรณาการรองรับประเทศไทยมีประชากรเข้าสู่ผู้สูงวัยจัดสถานที่ให้สัปปายะรูปแบบรีสอร์ทบริหารแบบโรงแรมและนำวิชาพยาบาลและการเกษตรอินทรีย์เข้ามา 
    
           พร้อมกันนี้ มจร ยังได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาสันติศึกษาโดยร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า  พัฒนาหลักสูตรด้านนี้ขึ้นมา โดยมี พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส(นิธิบุณยากร),รศ.ดร. เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา โดยเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาโทรุ่นที่ 1 ในปีการศึกษา 2556 และในปีการศึกษา 2559 กำลังเปิดรับสมัครรุนที่ 4 อยู่ขณะนี้ และเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกเป็นรุนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

           การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนับเป็นฐานที่สำคัญยิ่งในการสร้างสันติภาพภายในวิถีพุทธ