
ใกล้สิ้นสุดยุค“เห่อ”สมาร์ทโฟน
เมื่อผู้คนจำนวนมากบนโลก มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ และเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้ยุคทองของความเห่อสมาร์ทโฟนใกล้สิ้นสุดลง เป็นเวลาที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องปรับตัวขนานใหญ่
ผลการวิจัยสถานการณ์อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ฉบับล่าสสุดของการ์ทเนอร์ (Gartner)นั้นคลอดออกมาพร้อมกับคำเตือนผู้ผลิตทั่วโลกให้พึงระวัง และเตรียมรับมือกับภาวะที่ผู้บริโภคเลิก “เห่อ”โทรศัพท์เคลื่อนที่กันแล้ว พิจารณาได้จากการที่ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกมีการขยายตัวต่ำลงจนอยู่ในอัตราการขยายตัวแบบเลขตัวเดียวเมื่อปี 2558 โดยตัวเลขยอดขายสมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยในสายตาผู้บริโภค แต่เป็นตัวเลขที่ลดลงใกล้เข้าจุดวิกฤติของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกที่มีอยู่ด้วยกันดาษดื่น ทั้งรายเล็กรายใหญ่
ลองคิดเล่นๆก็ได้ ในปี 2558 แอลจี อิเลกทรอนิคส์ มีรายจากการขายสมาร์ทโฟนเฉลี่ยเครื่องละ 1.2% ดังนั้น แอลจี จะต้องขายสมาร์ทโฟนให้ได้มากเพียงใดเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนต่อการลงทุนโดยไม่ต้องพูดถึงกำรี้กำไรที่จะเกิดขึ้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นสำหรับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่เผชิญกับภาวะความอิ่มตัวของตลาดในทุกวันนี้
ประกอบกับการที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะซบเซา หงอยเหงา ไม่มีแรงกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินไหลเวียนคล่องตัวตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งส่งแรงสะเทือนมายังผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการเปลี่ยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามไปด้วย แต่เดิมผู้บริโภคในประเทศตะวันตกจะเปลี่ยนโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นรุ่นใหม่ทุกๆ 24 เดือน ไปเป็นการยืนระยะกัดฟันใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือเป็น 30 เดือน กว่าจะเปลี่ยนเครื่องใหม่สักครั้ง
และแม้ผผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะหวังยึดตลาดประเทศจีน ที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เป็นฐานหลักในการทำกำรี้กำไรจากยอดขายที่เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ต้องเผชิญกับ “แนวต้าน” ที่สูงดั่งกำแพงเมืองจีนจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนภายในแดนมังกรอย่างเช่น เสี่ยวมี่ หัวเหว่ย หรือ แซดทีอี ที่กลับเป็นฝ่ายทำตลาดสมาร์ทโฟนจนกลายเป็นผู้นำและส่งสมาร์ทโฟนราคาประหยัดเข้าถึงมือประชากรจีนไปก่อนหน้าที่ค่ายมือถือต่างประเทศจะกระพริบตา
นอกจากนั้นการ์ทเนอร์ยังชี้ด้วยว่า ปัญหาสำคัญอีกประการนั้นมาจากตัวผู้ผลิตเองที่ไม่สามารถดึงดูดใจผู้บริโภคให้เข้ามาซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ๆได้ อาจเป็นเพราะทางตันของเทคโนโลยี ที่ทำให้เกิดการพัฒนาสมาร์ทโฟนแบบค่อยๆเป็น ค่อยๆ ไป ไม่ใช่แบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความเย้ายวน ความท้าทายในการลงทุนซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆลดลงอย่างน่าใจหาย
อย่างไรก็ตามความหวังของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนนั้นยังไม่หมดไปเสียทั้งหมด เมื่ออินเดีย ประเทศที่มี ประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก กว่าพันล้านคน ยังรอการบุกตลาดของค่ายมือถือต่างๆอยู่เช่นกัน เพียงแต่เงื่อนไขของอินเดียนั้นแตกต่างไปจากจีน เนื่องจากชาวอินเดียมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างยากจน ประชากรส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ใต้เส้นแห่งความยากจนของสหประชาชาติ ดังนั้น การบุกตลาดแห่งนี้จึงต้องพกพาโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาประหยัดเข้าไปขายเป็นหลัก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วชาวอินเดียจะซื้อสมาร์ทโฟนในระดับราคาไม่เกิน 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4200 บาท)
ที่ผ่านมากูเกิล ก็เคยทำเป้นตัวอย่างมาแล้วด้วยการเปิดตลาดอินเดียด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นแอนดรอยด์ วัน ที่สามารถเจาะตลาดสมาร์ทโฟนราคาประหยัดในอินเดียได้ แต่ยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ก็ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากค่ายมือถือท้องถิ่น เช่นไมโครแม็กซ์ที่จับมือกับไซอาโนเจน ผลิตสมาร์ทโฟนราคาแสนถูกออกจำหน่ายในอินเดียเพื่อปิดกั้นการรุกตลาดด้วยสมาร์ทโฟนราคาแสนถูกจากจีน ที่ส่งผลให้แอนดรอยด์ วัน จากกูเกิลมียอดขายตกวูบตามไปด้วย
การ์ทเนอร์ยังทิ้งช่องทางแห่งแสงสว่างปลายอุโมงให้กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลก เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ความอิ่มตัวของสมาร์ทโฟนโลกในเวลานี้ ด้วยการเน้นทำตลาดกลุ่มสมาร์ทโฟนสำหรับธุรกิจแทนการผลิตสมาร์ทโฟนสำหรับตลาดทั่วไปเป็นหลัก และต้องยอมรับด้วยว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะเห็นผู้ผลิตที่ถอดใจถอนตัวออกไปจากอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนเช่นกัน



