
เปิดโครงการ “รามา” ปูฐานทำเหมืองอวกาศ
นาซาวิจัยแผนการลดต้นทุนการทำเหมืองในอวกาศด้วยการส่งยานอวกาศขนาดเล็กไปดึงดาวเคราะห์น้อยเป้าหมายมาใกล้โรงงานผลิตแร่ แทนที่จะต้องส่งอุปกรณ์ขนาดใหญ่ไปอวกาศไกลโพ้น
มนุษย์มีความฝันที่จะสร้างอาณานิคมใหม่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น เพื่อใช้เป็นฐานสำรวจและผลิตแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมบนโลก แต่การขนส่งชิ้นส่วนจากโลกไปยังดาวดวงอื่น กลับเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงมากจนอาจจะไม่คุ้มทุน ทำให้องค์การนาซาต้องริเริ่มแผนใหม่ๆในการลดต้นทุนการเดินทางไปทำเหมืองในอวกาศด้วยการนำเอาแหล่งวัตถุดิบมายังเหมืองอวกาศเอง
ในการนี้ นาซามอบหมายหน้าที่ในการค้นคว้าวิจัยการนำดาวเคราะห์น้อยมาใกล้ยังเหมืองแร่อวกาศ ในโครงการ รามา (Reconstituting Asteroids into Mechanical Automata : RAMA)ให้กับ บริษัท เมด อิน สเปซ (Made In Space) พร้อมกับเงินทุนสำหรับการวิจัยอีก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อทำการพิสูจน์แนวคิดดังกล่าวว่าจะสำเร็จผลได้หรือไม่ภายในเวลา 9 เดือน ซึ่งถ้าเมด อิน สเปซ เห็นว่ามีความเป็นไปได้และต้องการเดินหน้าโครงการในเฟส ที่ 2 ก็จะได้รับทุนสำหรับการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 500,000 ดอลลาร์
นายเจสัน ดันน์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีแห่ง เมด อิน สเปซ อธิบายว่าแนวคิดอันเลิศล้ำนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะนำมาใช้ได้จริง ด้วยการนำส่งยานอวกาศบุกเบิกไปลงยังดาวเคราะห์น้อย เพื่อทำการสำรวจหาแร่ธาตุหลักที่เป็นส่วนประกอบของดาวเคราะห์น้อยดวงนั้น ก่อนที่จะติดตั้งระบบขับเคลื่อน และกลไกการนำทางเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนดาวเคราะห์ไปยังจุดหมายที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตแร่บนโลก หรือ ที่ตั้งอยู่บนดวงจันทร์
โครงการนี้อาศัยเทคโนโลยีที่สำคัญนั่นคือ ระบบการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ซึ่ง เมด อิน สเปซ มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ จนได้รับมอบหมายให้ผลิตและติดตั้งเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบไร้แรงโน้มถ่วง ติดตั้งบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ถึง 2 เครื่องดัวยกัน
ผู้บริหารของเมด อิน สเปซ กล่าวด้วยว่าแม้โครงการรามา ยังมีอะไรต้องทำอีกมากกว่าจะเกิดขึ้นได้จริง แต่โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาที่มนุษยชาติต้องการแร่ธาตุที่ฝังตัวอยู่ในดาวเคราะห์ดวงอื่นอย่างจริงจัง นายดันน์ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกราว 20 ปี กว่าที่เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวหน้าเพียงพอที่ทำให้โครงการรามาเกิดขึ้นมาได้ ทั้งยังคาดด้วยว่าภายในช่วงปลายทศวรรษ 2030 จะมีการส่งยานบุกเบิกไปยังดาวเคราะห์น้อยได้เป็นครั้งแรก



