ไลฟ์สไตล์

การศึกษา"สร้างคน"คน"สร้างชาติ" (3)

การศึกษา"สร้างคน"คน"สร้างชาติ" (3)

04 ส.ค. 2552

"บริบทของการอุดมศึกษา" ในฐานะที่ "คุณชัยวุฒิ บรรณวัฒน์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หรือกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาไทย 202 แห่ง ให้ความเห็นที่น่าสนใจมากกับสภาพความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า...

  “สิ่งที่ท้าทายอุดมศึกษาไทย จึงเป็นการเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้น และการปูทางไปสู่คุณภาพที่คาดหวังในอนาคตได้แก่ การทำให้ “ผลผลิต” และ ผลลัพธ์” ของการจัดการอุดมศึกษาให้เป็นที่พึงพอใจของผู้เรียน ผู้มีส่วนได้เสีย และสอดคล้องกับความต้องการของชาติ ตลอดจนการทำให้เกิด “วัฒนธรรมคุณภาพ” ในสถาบันอุดมศึกษาและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตทำงาน”

 คุณชัยวุฒิ ได้นำเอาสมมติฐานที่พิสูจน์ได้ว่า "จุดเปลี่ยน" ของการอุดมศึกษาไทยเกิดจาก "ความหลากหลาย" ของสถาบันอุดมศึกษา ทำให้ "เกิดช่องว่าง" ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาอุดมศึกษาของประเทศไทย อาทิ ความอ่อนแอด้านคุณภาพการศึกษา การไม่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะมุมมองการอุดมศึกษาเป็น "หน่วยงานเศรษฐกิจผลิตสินค้า" และ "ให้บริการ" มากกว่าเป็น "หน่วยการศึกษา" ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้ทิศทางการจัดการศึกษามุ่งไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น

  การเปลี่ยนแนวคิดของสถาบันอุดมศึกษาได้เปลี่ยนไปใน "เชิงพาณิชย์" คงปฏิเสธไม่ได้ว่า "ต่างคนต่างทำ" เปิดศูนย์การเรียนต่างพื้นที่ให้มากไว้ และเปิดหลักสูตรใหม่ๆ เรียนระยะเวลาสั้น เพื่อช่วงชิง "ลูกค้า" คือ "นักศึกษา" เอาไว้ให้มากที่สุด คงจะเป็นเรื่องจริง เพราะท่าน รมช.ศึกษาธิการเพิ่งจะทราบว่าพยาบาลขาดแคลนหลายหมื่นคน และอีกหลายสาขาที่สถานประกอบการที่เป็น Real Sector ได้ให้ข้อมูลต่อ รมช.ศึกษาธิการ จึงเป็น "จุดบอด" ของข้อมูลในการจัดการศึกษา

 ยิ่งกว่านั้น จากการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ยังพบว่า 17 แห่ง ใน 202 แห่งของสถาบันอุดมศึกษาไทยยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ลงลึกไปถึงกลุ่มวิชาสายสังคมจำนวนมากที่ขาดคุณภาพ นับเป็นโจทย์ของคุณภาพอุดมศึกษาไทยที่ต้องหาคำตอบทั้งสิ้น

 มุมมองที่จะเสนอต่อไปนี้ จึงมุ่งไปสู่การบริหารจัดการภายในของสถาบันอุดมศึกษาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายหรือผู้บริหารนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ได้มีข้อมูลบางส่วนในการพัฒนา ทั้งนี้มิได้หมายความรวมไปว่า สิ่งที่สถาบันการศึกษาดำเนินงานอยู่นั้นไม่ดี เพียงแต่ “ดีที่สุด” (Best) นั้นไม่น่าจะมีความหมายที่ยั่งยืน มากกว่า “ดีกว่า” (Better) เท่านั้น

 สภามหาวิทยาลัย จุดเปลี่ยนของการพัฒนามหาวิทยาลัยคือ การเป็นนิติบุคคลบริหารงานอิสระ ภายใต้ "สภามหาวิทยาลัย" ทุกมหาวิทยาลัยต่างมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เป็นของตนเองแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด แต่สำคัญอยู่ที่องค์ประกอบของกรรมการสภามหาวิทยาลัย คือการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ฝ่ายบริหาร และคณาจารย์ ปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ที่จะเข้ามาล้วงลูกในกิจการภายในของมหาวิทยาลัย

 เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ใน 3 องค์ประกอบ ก็เพื่อให้ "ฝ่ายบริหาร" ของมหาวิทยาลัยได้เสนอข้อมูล ได้รับข้อมูลสู่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีความต้องการบัณฑิต ที่พึงประสงค์อย่างไร รวมถึงปริมาณความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับรู้ข้อมูลที่เป็น out side-in จัดการศึกษาได้ไม่ผิดพลาดต่อความต้องการมากกว่าที่จะคาดเดาเองแบบ In side-out  ควบคู่ไปกับสภามหาวิทยาลัย

  ยังมี "สภาคณาจารย์และข้าราชการ" กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ที่จะต้องมีการสรรหาแบบ "เลือกตั้ง" มาเป็นตัวแทนของอาจารย์และข้าราชการในฐานะผู้ปฏิบัติ นับเป็นแนวทางในการให้เกิดมีส่วนร่วมที่ดีในการเสนอแนะการจัดการศึกษาหรือสวัสดิการสำหรับครูอาจารย์ เพียงแต่จะต้องสร้างความเข้าใจให้ตระหนักว่า “สภาคณาจารย์” มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมบริหารมหาวิทยาลัย มิใช่มิติของ “สภาค้าน” หรือ “ฝ่ายค้าน” ที่จะมองมิติเพียงด้านเดียว ซึ่งแตกต่างกับระบบรัฐสภาโดยสิ้นเชิง หากบริหารจัดการให้เกิดเอกภาพภายในได้ โอกาสที่จะเพิ่มพลังขับเคลื่อน คุณภาพให้ต่อยอดสูงขึ้นจะมีโอกาสสูงยิ่ง

 0 ดร.วิชัย พยัคฆโส 0
 คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
 [email protected]