
7 สุดยอดวิตามิน (1)
ดูแลสุขภาพ : 7 สุดยอดวิตามิน (1)
หากในแต่ละวันเราไม่สามารถกินผักผลไม้ ได้ครบ 5-8 จาน/วัน แล้วจะทำยังไงเราจึงจะได้รับวิตามินครบถ้วนเพื่อสุขภาพที่ดีและช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์วันนี้หมอมีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำ
๐ วิตามินซี
วิตามินซี หรือแอสคอบิกแอซิด เป็นวิตามินที่ได้รับการยกย่องจาก Dr.Nicholas Perricone แพทย์ด้าน Anti-aging Medicine ที่มีชื่อเสียงมากจากนิวยอร์กว่าเป็นวิตามินระดับซูเปอร์สตาร์เป็นวิตามินที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระตัวแรกๆ ที่ถูกค้นพบและศึกษากันอย่างกว้างขวาง
จากการทดลอง พบว่า วิตามินซีมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างของเม็ดสีได้ (melanin) ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นและมีส่วนสำคัญในกระบวนการการสร้างคอลลาเจน จึงช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของผิวได้
นอกจากในเรื่องของผิวแล้ววิตามินซียังช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดอาการโรคภูมิแพ้ป้องกันโรคที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ (Oxidative stress) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ต่างๆ
การรับประทานวิตามินซีนั้น ในทางเวชศาสตร์ชะลอวัย แนะนำให้กินปริมาณต่อวันคือ ประมาณ 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมกับปริมาณที่ได้รับจากการกินอาหารด้วย) โดยแบ่งรับประทานครั้งละไม่เกิน 500 มก. เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด เช่น แบ่งกินครั้งละ 1 เม็ด (500 มก.) สองเวลา หรือ สี่เวลา โอกาสที่วิตามินซีจะมากเกินไปและสะสมอยู่ในร่างกายนั้นมีน้อย
เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ 100% จึงถูกขับออกทางปัสสาวะได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในคนไข้กลุ่มโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินวิตามินใดๆ
๐ วิตามินอี
เมื่อพูดถึงวิตามินซีแล้วก็ต้องตามมาด้วยวิตามินอีเป็นอีกหนึ่งในกองทัพต้านอนุมูลอิสระที่ทรงอานุภาพแต่ข้อแตกต่างที่สำคัญจากวิตามินซีคือ วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน แต่ไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นในบางบริเวณของร่างกาย เช่น เยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นไขมันจะต้องอาศัยวิตามินที่ละลายในไขมันได้เข้าไปจัดการกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า วิตามินซีกับวิตามินอีนั้นมีการแบ่งโซนการดูแลจัดการทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบของเซลล์ (Oxidativestress) นั่นเอง
วิตามินอี มีความสามารถในการช่วยปกป้องคุ้มครองคอลลาเจนให้รอดพ้นจากการทำลายของอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามินซีและยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผนังเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายโดยง่าย มีหลายการศึกษาที่แนะนำว่า วิตามินอีมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตในสมองตีบ อัลไซเมอร์ และมะเร็งต่างๆ การเลือกรับประทานวิตามินอีแบบอัดเม็ด เพื่อเสริมอาหารนั้นควรเลือกแบบที่เลียนแบบวิตามินอีในธรรมชาติได้ดีที่สุด คือ ประกอบไปด้วย แอลฟาโทโคฟีรอล แกมมาโทโคฟีรอล และโทโคไทรอีนอล หากรับประทานเพียงตัวใดตัวหนึ่ง อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการทานเลย ปริมาณวิตามินอี (Vitamin E) ที่แนะนำอยู่ที่ 200-400 IU/วัน
๐ โคเอนไซม์คิวเท็น
โคเอนไซม์คิวเท็น หรือ Q10 คือสารที่ช่วยเอนไซม์ทำงานช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายเราเป็นไปโดยปกติโคเอนไซม์คิวเท็นพบมากในอวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น เซลล์หัวใจเซลล์กล้ามเนื้อ และเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตสเปิร์ม Q10 จึงมีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานของเซลล์และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญจริงๆ แล้ว ร่างกายของคนเราทุกคนมี Q10 อยู่ในเซลล์ต่างๆ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ด้วยผลแห่งความชรา เมื่อเราอายุมากขึ้น มักเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 ปีเป็นต้นไป พบว่าระดับ Q10 ในเซลล์ต่างๆ มีการสร้างน้อยลงไปเรื่อยๆ และการรับประทานยาบางกลุ่ม เช่น ยาลดไขมันในกลุ่มสเตติน (Statin) มีผลทำให้ระดับของ Q10 ในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว
มีการศึกษาในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อได้กิน Q10 เสริม พบว่าการทำงานของหัวใจดีขึ้นในส่วนของผิวหนังพบว่า เมื่อถูกแสงยูวีเอ UV A ทำลายเกิดเป็นอนุมูลอิสระขึ้น Q10 เปรียบเสมือนพลทหารด่านแรกที่เข้าช่วยปกป้องผิวให้รอดพ้นจากการทำลายของอนุมูลอิสระปริมาณโคเอนไซม์คิวเท็นที่แนะนำ อยู่ที่ 30-100 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านก่อนที่จะไปซื้อหามารับประทานเอง
รอ.นพ.สุรชา ลีลายุทธการ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ชะลอวัย
รพ.พญาไท 3



