
ฮือฮา!หนุ่มยะลาประกาศขายภาพวาด88ล.
โลกโซเชียลฮือฮา! หนุ่มยะลาประกาศขายภาพวาดราคา 88 ล้านบาท เผยตั้งใจจะนำเงินไปเป็นทุนตั้งโรงทานช่วยผู้ยากไร้-ซื้อรถบริจาคให้กู้ภัย
7 มิ.ย.2559 จากกระแสข่าวในโลกโซเชียลที่มีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ถึงการประกาศขายภาพวาดด้วยเส้นปากกาหมึกซึมสีดำ ของชาวจังหวัดยะลา โดยประกาศขายภาพวาดดังกล่าวใสราคา 88 ล้านบาท ซึ่งผู้ที่ประกาศขายภาพดังกล่าวคือ นายพินิจ แก้วคล้าย อายุ 38 ปี เจ้าของร้านประดับยนต์แห่งหนึ่ง บนถนนอาคารสงเคราะห์ เทศบาลนครยะลา
นายพินิจ เปิดเผยว่า สำหรับภาพวาดดังกล่าวมีชื่อว่า “THE EYE OF LEGEND” หรือให้ชื่อภาพว่าต้นกำเนิดของตำนาน เป็นภาพเขียนด้วยปากกาหมึกซึม ลงบนกระดาษหนังไก่ ที่มีขนาด ความกว้าง 20 นิ้ว คุณความยาว 27 นิ้ว ถูกใส่ด้วยกรอบไม้ มีกระจกใสปิดทับด้านหน้าของภาพวาด โดยภาพดังกล่าวมีอายุราว 20 ปี โดยเริ่มต้นวาดตั้งแต่ปี2538 ใช้ระยะเวลาในการวาดภาพ 8 เดือน และวาดเสร็จกลางปี2539 โดยใช้ปากกาหมึกซึมในการวาดภาพใบดังกล่าวไปทั้งหมด 16 เล่ม ตนใช้เวลาในการคิดวาดภาพนี้ประมาณ 6 ปี จากนั้น เมื่อวาดเสร็จ ก็ได้ตั้งราคาขายครั้งแรกที่ 19 ล้านบาท ในปี2539 ซึ่งมีชาวต่างชาติมาเห็นภาพ ขณะที่นำไปวางขายข้างกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น และได้เสนอขอซื้อในราคา 10 ล้านบาท แต่ตนเองไม่ขาย เพราะตั้งราคาไว้ที่ 19 ล้านบาท จากนั้นก็นำภาพวาดดังกล่าว กลับมายังบ้านเกิดที่จังหวัดยะลา และได้ฝากไว้ที่อาจารย์ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ และเมื่ออาจารย์คนดังกล่าว ได้เกษียณอายุราชการ ตนเองก็ได้ไปนำภาพนี้กลับมา และลงขายในอินเตอร์เนต ประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
“หลังจากที่มีการประกาศขาย และเปิดประมูลภาพในอินเตอร์ ในราคาที่ตั้งไว้คือ 88 ล้านบาท โดยเปิดประมูลครั้งละ 5 แสนบาท หรือผู้ใดที่สนใจจะซื้อ ก็ตามราคาที่ตั้งไว้คือ 88 ล้านบาท ซึ่งภายหลังโพสประกาศขาย ก็มีผู้ที่สนใจติดต่อมาทั้งพูดคุยเรื่องราคา และมาขอดูภาพด้วยตนเองแล้วจำนวน4ราย ทั้งนี้ตนเองตั้งใจไว้ และวางแผนเอาไว้ว่า ในชีวิตนี้ จะเขียนภาพขายเพียง 5 ภาพ เท่านั้น โดยภาพนี้เป็นภาพแรก และภาพที่สองจะเขียนตอนอายุ 40 ปี และจะเขียนต่อๆ ไปตนครบ 5 ภาพ แต่ตนเองจะประกาศขายเพียง 4 ภาพ ขายได้ไม่ได้ไม่ใช่สาระสำคัญ ส่วนภาพที่ 5 ก็จะวาดให้บุตรเก็บไว้เป็นมรดกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามภาพวาดภาพแรกนี้ที่ตั้งราคา 88 ล้านบาท ก็ไม่ถือว่าสูงเกินไป หากตอนนี้ขายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร อีกปีถัด ๆ ไป ราคา ก็คงสูงขึ้นตามเวลาของภาพ ซึ่งในความคิดของตนเองนั้น เอาทุกอย่างในความคิดมารวมกันในภาพวาดใบเดียว ราคา 88 ล้านบาท สำหรับตนเองก็คิดว่าไม่แพง และหากให้วาดภาพใหม่ ก็คงไม่เหมือนภาพใบนี้ เพราะภาพใบนี้ ใช้มือวาดภาพ โดยไม่ได้ใช้ไม้บรรทัด หรือ อุปกรณ์อื่นมาช่วยในการวาดภาพ มีเพียงกระดาษและปากกาเท่านั้น
นายพินิจ กล่าวอีกว่า หากภาพวาดดังกล่าวขายได้จริง ตามที่ตั้งใจไว้ จะนำเงินจำนวน 88 ล้านบาท ที่ได้ตั้งใจไว้นานแล้วไปเปิดโรงทานช่วยเหลือคนยากจน ที่ไม่มีอันจะกิน เนื่องจากขณะที่ประกอบอาชีพขายข้าวสารนั้น พบเห็นผู้คน ลูกค้าที่มาซื้อข้าวสาร ที่มีฐานะยากจน บางคนมาซื้อข้าวสารครึ่งกิโลกรัม บางคนมาซื้อข้าวสาร 3 ขีด ซึ่งทำให้เกิดความสงสารและมองเห็นถึงปัญหาชีวิต และความยากจนของผู้อื่นมาโดยตลอด และอยากจะช่วยเหลือ หากมีโอกาส ซึ่งตนเองเคยให้ความช่วยเหลือยายแก่ ๆ คนหนึ่ง ที่ฐานะยากจนที่ถีบจักรยานผ่านร้านขายข้าวสารตนเองบ่อย ๆ ตนเองได้ให้ข้าวสารกับยายคนนั้นไปทุกครั้ง ครั้งละ 5 กิโลกรัม ซึ่งยายกินคนเดียว และข้าวสาร 5 กิโลกรัม ทำให้ยายกินได้นานมาก อีกหลายวันกว่าจะมารับข้าวสารไปใหม่อีกครั้ง
“อยากตั้งโรงทาน เพื่อช่วยเหลือคนยากจน คนไม่มีอันจะกิน ให้เค้าได้มีข้าวกิน ซึ่งเป็นความตั้งใจมานานแล้ว และนำเงินไปช่วยเหลือคนยากคนจนคนอื่น ๆ ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ แต่ทั้งนี้ จะทำคนเดียวไม่ได้ หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือกัน หากไม่มีใครกล้าที่จะคิด หรือ กล้าที่จะเริ่มต้น ก็คงไม่มีความช่วยเหลืออย่างที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ ก็จะนำเงินไปช่วยเหลือสนับสนุนซื้อรถกู้ภัยให้กับมูลนิธิกู้ภัยในจังหวัดยะลา เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ที่เคยพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิด กลางเมืองยะลา ก็เห็นได้ว่า รถกู้ชีพ กู้ภัย มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ก็ตั้งใจไว้อย่างนี้” นายพินิจ กล่าว



