ไลฟ์สไตล์

สธ.หนุนใช้สมุนไพรในครัวเรือนกันหวัดนำร่องสุราษฎร์ธานี

สธ.หนุนใช้สมุนไพรในครัวเรือนกันหวัดนำร่องสุราษฎร์ธานี

03 ส.ค. 2552

สาธารณสุขสนับสนุนการใช้สมุนไพรในครัวเรือน ประเดิมนำร่องจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนขยายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ กระทรวงแรงงานบุกครัวการบินไทยสกัดหวัดใหญ่ ศิริราชเฝ้าระวังผู้ป่วยหวัด2009วิกฤติ 4 ราย-ยังไม่พบดื้อยา กทม.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง-สสส. เปิดโครงการ “กทม

 (3ส.ค.) นายแพทย์นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า   ได้จัดทำโครงการ“อาสาสมัครสาธารณสุขรวมพลังสืบสานการใช้ยาสมุนไพร”  โดยโครงการนี้ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้สมุนไพรอย่างต่อเนื่องของการกระทรวงสาธารณสุข โดยความร่วมมือของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งนับเป็นต้นแบบส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพร   โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก The Nippon foundation ประเทศญี่ปุ่น

 ทั้งนี้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ถือเป็นกลไกของภาครัฐ  มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานของโครงการฯ รวมถึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐกับชุมชน และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อสม.ทุกคนต้องผ่าน การอบรมจากโครงการวิจัยการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในครัวเรือนในประเทศไทย การให้คำแนะนำการใช้ยาสมุนไพรและการเติมยาสมุนไพรให้กับประชาชนในแต่ละครัวเรือนที่อสม.รับผิดชอบ ตลอดจนการสรุปและติดตามการใช้ยาสมุนไพรของประชาชน เพื่อนำมาศึกษาและวิเคราะห์ในโครงการฯต่อไป

 สำหรับการดำเนินการ โครงการ “อาสาสมัครสาธารณสุขรวมพลังสืบสานการใช้ยาสมุนไพร”ทำการคัดเลือกตัวแทนออกเป็น 4 ภูมิภาค โดยมี จ. เชียงรายเป็นตัวแทนภาคเหนือ จ. ศรีสะเกษ เป็นตัวแทนภาคอีสาน จ.สุพรรณบุรี เป็นตัวแทนภาคกลาง และ จ. สุราษฎร์ธานี เป็นตัวแทนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นจังหวัดนำร่อง ในการศึกษาวิจัย การประชุมครั้งนี้จะเป็นการสรุปความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานของโครงการวิจัยฯ ต่อไป

กระทรวงแรงงานบุกครัวการบินไทยสกัดหวัดใหญ่

 เมื่อเวลา11.00น. วันที่3 ส.ค.52 นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้นำคณะเข้าตรวจเยี่ยมการทำงานของครัวการบินไทย ภายใน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และชมนิทรรศการการป้องกันโรคไข้ขวัดใหญ่สานพันธุ์ใหม่ 2009 ในสถานประกอบการขอครัวการบินไทย จากนั้นได้เป็นประธานเปิด การอบรมเรื่อง การบริหารแรงงานในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ห้องประชุม เอโอบี 1 สำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

 นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาทของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มสูงขึ้น การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาทของโรค จึงต้องอาศัยความร่วมมือ จากทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้การบริหารจัดการเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวมีประสิทธิภาพ กระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลลูกจ้างจำนวน11 ล้านคน มีความห่วงใยในลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการที่มีลุกค้ามาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพพยนต์ สถานบันเทิง สถานีขนส่ง เนื่องจากมีสภาพที่มีความเสี่ยงต่อ การแพร่กระจายของเชื้อโรคไข้ขวัดใหญ่สานพันธุ์ใหม่ 2009 ลูกจ้างบางคนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลป้องกันตัวเอง และปฏิบัติต่อผู้อื่นไม่ดีพอ ทำให้ทางทางรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการควบคุมการแพร่ระบาทของโรค และการรักษาพยาบาลผู้ป่วย จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์เพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้ขวัดใหญ่สานพันธุ์ใหม่ 2009 ในสถานประกอบการมากขึ้น

 ด้าน พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครัวการบินไทยมีพนักงานทั้งหมดจำนวน4 พันคน ต้องทำอาหารให้กับสายการบินไทย และสายการบินอื่นๆ กว่า40 สายการบิน มีอาหารที่อกจากครัวการบินไทยวันละ4 หมื่นชุด ทางครัวการบินไทยจึงต้องดูแลทุกขั้นตอนมากกว่าปกติ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยขั้นสูงสุด ส่วนการป้องกันการแพร่ระบาทของเชื้อ โรคไข้ขวัดใหญ่สานพันธุ์ใหม่ 2009 บนเครื่องบินนอกเหนือจากการกำหนดจุดในการตรวจเช็คทำความสะอาดจำนวน38 จุดก่อนหน้านี้ไปแล้ว ตามจุดสัมผัสต่างๆ ของเครื่องบินก็จะทำความสะอาดให้ถี่ขึ้น โดยเฉพาะ กรองอากาศ หากเครื่องบินเดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงหรือประเทศที่มีการแพร่เชื้อ ก็จะเปลี่ยนให้เร็วขึ้น ปกติแล้วจะเปลี่ยนตามอายุการใช้งานของกรองอากาศ ก็จะต้องกำหนดเปลี่ยนทุกๆ3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร เนื่องจากพบว่ามียอดผู้โดยสารที่จะเดินทางมายังประเทศไทยแล้วยกเลิก เพราะกลัวติดเชื้อโรคไข้ขวัดใหญ่สานพันธุ์ใหม่ 2009 ถึงจำนวน 15-30 %

ศิริราชเฝ้าระวังผู้ป่วยหวัด2009วิกฤติ 4  ราย-ยังไม่พบดื้อยา

 ศ.คลีนิกนพ.ธีรวัฒน์  กุลทนันท์  คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ช่วง 2  สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคไข้หวัดมาตรวจอาการว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กับโรงพยาบาลศิริราชวันละ 200-300 คน ซึ่งลดลงจากก่อนหน้านี้  ตั้งแต่พบการระบาดของโรคไข้หวีดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนถึงปัจจุบันพบว่า  มีประชาชนกว่า 2 หมื่นรายไปเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ส่วนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ที่อาการวิกฤตที่โรงพยาบาลให้การรักษามีทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลอื่น 17-18 คน ตอนนี้ส่วนใหญ่หายเป็นปกติและกลับบ้านแล้ว ยังเหลือผู้ป่วยนอนพักรักษาตัว 4 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยอาการวิกฤติเช่น ป่วยเป็นโรคปอดต้องให้ยาโอเซลล์ทามิเวียร์ควบคู่ไปกับยาซานาเวียร์  อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ป่วยรายได้มีเชื้อดื้อยา 

 ด้าน รศ.ตุ้มทิพย์  แสงรุจิ  หัวหน้าภาควิชาพยาธิ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  กล่าวว่า กรณีที่มีการกระแสข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จะส่งศพผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มาให้ตรวจชันสูตรหาที่มาของโรคนั้น ขณะนี้โรงพยาบาลยังไม่ได้การติดต่อจากสธ.  อย่างไรก็ตาม  โรงพยาบาลมีความพร้อมทั้งห้องปฏิบัติตรวจชันสูตรและบุคลากรทางการแพทย์ หากสธ .ติดต่อมาก็ยินดีดำเนินการโดยจะตรวจชิ้นเนื้อของผู้เสียชีวิตเพื่อดูในเรื่องจุลชีววิทยา และไวรัสวิทยาดูว่าสภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตมีสุขภาพแข็งแรงดีมาก่อนป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  เป็นโรคเรื้อรังมาก่อนหรือเกิดจากการติดเชื้อ   เพื่อจะได้ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ซึ่งการวินิจฉัยเบื้องต้นจะใช้เวลา 5 วันก็จะทราบผล 

กรมวิทย์เผยยังไม่พบคนไข้ดื้อยาโอเซลล์ทามิเวียร์

 นพ.มานิต ธีระตันติกานท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า ขณะนี้ยอดผู้ส่งตรวจสารคัดหลั่งเพื่อดูว่าป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุใหม่ 2009 ลดลงจากเดิมโดยตอนนี้อยู่ที่ 1,000-15,000 คนต่อวัน ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะส่งผลตรวจให้แก่แพทย์เพื่อให้ยารักษาผู้ป่วยได้ทัน ส่วนกรมการแพทย์จะนำผลตรวจมาเก็บเป็นข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคนี้และการดื้อยาโอเซลล์ทามิเวียร์ โดยดูว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่มีการแพร่ระบาดมากและมีการกลายพันธุ์หรือไม่    ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีคนไข้ดื้อยาโอเซลล์ทามิเวียร์   ทั้งนี้  ข้อมูลขณะนี้ยังเป็นไปตามเดิมคือ  ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ธรรมดา  90% ไม่สามารถยาโอเซลล์ทามิเวียร์รักษาได้ มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ธรรมดาแค่ 10% ที่ใช้ยานี้ได้

กทม.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง-สสส. เปิดโครงการ “กทม.ไร้พุง มุ่งสู้หวัด 2009”

  ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครฯ แถลงโครงการ “คนไทยไร้พุงในกรุงเทพมหานคร” โดย พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การสำรวจจากหลายสถาบันพบว่า ผู้ที่อยู่ในเขตชุมชนเมืองอย่าง กทม. มีปัญหาน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มากกว่าประชากรในต่างจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในชุมชนชั้นใน อาทิ เขตปทุมวัน จตุจักร ห้วยขวาง ยิ่งมีปัญหามากกว่าเขตอื่นๆ เพราะคนกรุงเทพฯ อยู่สะดวกสบาย บริโภคอาหารหลากหลายที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ขาดโอกาสออกกำลังกาย การเก็บข้อมูลพบว่ามี 2 กลุ่มอายุ ที่มีปัญหามากคือ 1.เด็กวัยเรียน มีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น จากเดิม 3 ใน 100 คน เพิ่มเป็น 30 ใน 100 คน ขณะที่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า 2.กลุ่มคนสูงอายุที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มตามวัย ทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับความอ้วน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

 พญ.มาลินี กล่าวอีกว่า การสำรวจภาวะอ้วนลงพุงล่าสุดในปี 2551 ยังพบ ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป เพศชายมีรอบเอวเกิน 90 ซม. ถึง 34% เพศหญิงรอบเอวเกิน 80 ซม. ถึง 58% ซึ่งน่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะคนอ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป นำมาสู่โรคร้ายต่างๆ โดยรอบเอวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวาน 3–5 เท่า เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 2 เท่า กทม. จึงร่วมกับราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมสุขศึกษา พละศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศไทย สมาคมวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการ “คนไทยไร้พุงในกรุงเทพมหานคร” คาดว่าจะมีประชากรอายุ 12-60 ปี เข้าร่วม เขตละประมาณ 4,000 คน

 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาอ้วนและอ้วนลงพุงซึ่งเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพของประชากร เส้นรอบเอวของชาวโลกยังคงขยายใหญ่ขึ้น ประเทศอเมริกา แคนาดา และแอฟริกาใต้ และหลายประเทศในยุโรป เป็นพื้นที่ที่มีคนอ้วนหนาแน่น โดย 56% ของผู้ชาย และ 71% ของผู้หญิงถูกระบุว่าลงพุงโครงการ “คนไทยไร้พุงในกรุงเทพมหานคร” เป็นโครงการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่ง “ข้อมูลทั่วโลกปรากฏชัดว่า ผู้มีน้ำหนักมากและเป็นโรคอ้วน คือกลุ่มเสี่ยงลำดับต้นๆ ที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัด 2009 การดูแลสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกาย จึงเป็นยาวิเศษเพียงอย่างเดียว ที่ทุกคนปฏิบัติได้ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคไข้หวัด 2009” ที่ผ่านมา สสส. มุ่งเน้นและส่งเสริมกิจกรรมทุกอย่างที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดี ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะทำให้คนกรุงเทพมีสุขภาพดีขึ้น

 ศ.พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “คนไทยไร้พุงในกรุงเทพมหานคร” เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา และจะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน 2553 ใน 9 เขต อาทิ ปทุมวัน วัฒนา บางกอกน้อย ดอนเมือง โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัย 9 แห่ง ออกปฏิบัติการลดพุงในพื้นที่เป้าหมายในชุมชนและโรงเรียน เดือนละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกเดือน ขั้นตอนสำหรับผู้ร่วมโครงการคือ 1.กรอกข้อมูลส่วนตัวในเดือนแรก 2.วัดความดันและชีพจร 3.วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก และวัดปริมาณไขมันในร่างกาย (เปอร์เซ็นต์) 4.ตรวจวัดรอบเอว รอบสะโพก 5.การก้าวขึ้นลงจากขั้นต่างระดับ หรือการลุกนั่งจากเก้าอี้ 6.ปรึกษาปัญหาและแนะนำการออกกำลังกาย บันทึกการเปลี่ยนแปลงทุกเดือน จนสิ้นสุดโครงการ

 เครือข่ายฯ มุ่งหวังว่า คนในชุมชน โรงเรียน และสมาชิกองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ดำเนินการ อย่างน้อย 50% จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านต่างๆ รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันและน้ำตาลสูง มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมากขึ้น มีขนาดรอบพุงลดลงจากเดิมหรืออยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ในอนาคตอาจจะมีการลงพื้นที่ไปส่วนอื่นๆ ด้วย

 ศ.พญ.วรรณี นิธิยานันท์ กล่าวอีกว่า ทางเครือข่ายคนไทยไร้พุง ร่วมกับ ศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดการประชุม ระดับชาติเรื่อง “อาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ”ระหว่างวันที่ 21 -22 สิงหาคม2552 ณ ห้องบอลลูม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดงาน ซึ่งในการจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำ และเผยแพร่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านมาตรฐานอาหารปลอดภัย โซ่อุปทานด้านอาหาร และสร้างความรู้ความเข้าใจให้กลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาหารปรับเปลี่ยนสูตรอาหารที่สามารถช่วยสนับสนุนต่อการลดปัญหาอ้วนลงพุง โดยเฉพาะวันที่ 22 สิงหาคมจะมีการสัมนาเรื่อง ทิศทางอุตสาหกรรมอาหารผลิตภัณฑ์และแนวคิดการตลาดในอนาคตเฉพาะCEO และผู้อำนวยการด้านการตลาดรับจำนวนจำกัด 60 ท่าน(สมัครก่อนได้ก่อน) ทางคณะผู้จัดงานขอเรียนเชิญ CEO และผู้ที่สนใจเข้าร่วมในการประชุม รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.f3first.org หรือที่โทร. 083-293-3016

 สสจ.เชียงใหม่ส่งจนท.สอบสวนกรณีหญิงท้อง5เดือนตายท้องกลม

 ทพ.ดร.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงใหม่ เปิดเผยถึง กรณีหญิงอายุ 31 ปี ที่เสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้อรุนแรงที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค อ . เมือง จ . เชียงใหม่พร้อมลูกในครรภ์ขณะตั้งท้องได้ 5 เดือนว่า หลังทราบเรื่องทางสำนักงานสาธารณสุข จ . เชียงใหม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวนโรคแล้ว ทั้งที่โรงพยาบาลและในพื้นที่ อ . สารภี ซึ่งเป็นบ้านพัก โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลแจ้งว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการปอดบวมจากแบคทีเรีย แต่ยังไม่พบข้อมูลของการที่ผู้ป่วยไปคลุกคลีในจุดที่เสี่ยงต่อการติดโรคโดยตรง หรือมีการเดินทางไปต่างประเทศ แต่จะได้สืบสวนเชิงลึกต่อไป

 กรณีนี้ต้องรอผลการยืนยันว่าจะเสียชีวิตจากโรคหวัด 2009 หรือไม่นั้น ต้องรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่และผลชันสูตรของแผนกนิติเวช รพ . มหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อสรุปชัดว่าเสียชีวิตด้วยโรคหวัดใหญ่ 2009 หรือไม่ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งในวันที่ 3 ส.ค. 2552 สำนักงานสาธารณสุข จ .  เชียงใหม่จะมีการเรียกโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่งใน จ . เชียงใหม่มาร่วมประชุมซักซ้อมกำหนดแนวทางในการรักษาที่คุ้มภูคำ จ . เชียงใหม่

 ทพ.ดร.สุรสิงห์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคหวัด 2009 ของ จ.เชียงใหม่ จนถึงขณะนี้พบผู้ที่ติดเชื้อหวัด 2009 แล้วทั้งสิ้น 300 กว่าราย และในจำนวนี้มีการเสียชีวิต ซึ่งผลยืนยันแล้วว่า เป็นหวัด 2009 เพียง 1 ราย