ไลฟ์สไตล์

'ความรู้'กับ'สติ'อันนำไปสู่'ปัญญา'

'ความรู้'กับ'สติ'อันนำไปสู่'ปัญญา'

04 มิ.ย. 2559

“ความรู้” กับ “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา” : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
          ผมรู้สึกสลดหดหู่ใจและสับสนเป็นอย่างยิ่งกับข่าวอาจารย์ “มหาวิทยาลัยราชภัฎฯ” ที่จัดได้ว่าเป็นผู้ทรงภูมิ “ความรู้” ถึงระดับ “ดอกเตอร์” ที่ได้ลงมือก่อเหตุโดยขาดทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” โดยใช้อาวุธปืนลงมือฆาตกรรมเพื่อนอาจารย์ระดับ “ปริญญาเอก” ด้วยกันถึง 2 ท่านในระหว่างการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท จะว่าไปแล้วในอดีตที่ผ่านมาตัวผมเองลึกๆ ก็มีความสับสนพอสมควรระหว่าง “ความรู้” และ “สติ” อันนำไปสู่  “ปัญญา” 
 
          ผมนึกถึงคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” แท้จริงหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เพราะในปัจจุบันมี “ความรู้” มากมายหลากหลายแขนงเต็มไปหมด ที่สามารถเข้าถึงได้โดยผ่านโครงข่าย “อินเตอร์เน็ต” ซึ่งเป็นยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล “ความรู้” ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงโดยอาศัย อาจารย์ “กู” หรือ “Google”  ที่ทำให้เราสามารถ “เสิร์จ” หาความรู้อะไรก็ได้บนโลกสีน้ำเงินเล็กๆ ใบนี้ครับ   
 
          ที่น่าสนใจ คือ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของผมทั้งระดับปริญญาตรี, โท, เอก ก็อาศัยอาจารย์ “กู” นี่แหละครับในการค้นคว้าหาข้อมูลทำรายงานส่งผม เรียกว่าแทบจะไม่ต้องไปเข้าห้องสมุดศึกษาค้นคว้าจากหนังสือกันอีกต่อไป ก็เพราะ อาจารย์ “กู” นี่แหละครับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กสมัยใหม่มีความ “อดทน อดกลั้นต่ำลง” นอกจากนั้นยัง “ขี้เกียจมากขึ้น” รวมทั้ง “สมาธิสั้นมากขึ้น ” เปรียบกับคนสมัยก่อนที่ต้องเดินทางไปไขว่คว้าหาครูบาอาจารย์ก็เพื่อแสวงหา “ความรู้” 
 
          แต่ในปัจจุบัน “ความรู้” สามารถเดินเข้ามาหาเรา ทำให้ผมยิ่งสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าในปัจจุบันเรามี “ความรู้” กันมากมายมหาศาลถึงขนาดนี้ รู้อะไรต่ออะไรกันมากมายถึงเพียงนี้ รู้ไปหมดทุกเรื่อง รู้ทั้งเรื่องที่ไม่ควรรู้ก็ดันรู้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะเอา “ความรู้” ที่มีอยู่มากมายนั้นนำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกันได้อย่างไร ทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะ “ความรู้ท่วมหัว แล้วเอาตัวไม่รอด” ดังจะเห็นได้จากโศกนาฏกรรมที่ “มหาวิทยาลัยราชภัฏฯ” พึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ
มีคำกล่าวไว้ 3 ประการเกี่ยวกับ “ความรู้” ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ ประการแรก คือ “เรารู้ว่า เรารู้อะไร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างไร้เวลาและไร้ขีดจำกัด ทำให้คนทุกคนรู้ว่า “เรารู้ว่า เรารู้อะไร”  สำหรับประการที่ 2  คือ “เรารู้ว่า เราไม่รู้อะไร” ยิ่งเรียนรู้มากก็ยิ่งรู้ว่าเรารู้น้อย ก็ยิ่งทำให้ต้องหาความรู้เพิ่ม ยิ่งรู้เพิ่มมากเท่าไรก็ยิ่งรู้น้อยลงมากเท่านั้น ส่วนประการที่ 3  “เราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร” ซึ่งสำคัญมากครับ เพราะนี่แหละครับคือก้าวที่สำคัญที่สุดก้าวแรกของการมี “สติ” อันจะนำเราให้เข้าถึงบ่อเกิดของ “ปัญญา” ที่แท้จริง
 
          ลองมาพิจารณา  “ความรู้”  ในประการแรกที่ว่า “เรารู้ว่า เรารู้อะไร” ซึ่ง “ความรู้” ในขั้นนี้ผมถือว่าอันตรายมากครับ เพราะว่าหากเรารู้ว่าเรารู้แล้ว จึงเป็นเสมือน “น้ำเต็มแก้ว” แล้ว จะใส่ความรู้อะไรลงไปอีกก็ไม่ได้ กับ ประการที่สอง  คือ “เรารู้ว่า เราไม่รู้อะไร” ก็ถือว่าดีขึ้นมาหน่อยเป็นประเภท “น้ำไม่เต็มแก้ว” แต่สักพักพอรู้มากๆ เข้าจนไม่อยากรู้และหยุดการเรียนรู้แล้ว ก็จะกลายเป็นประเภท “น้ำเต็มแก้ว” แบบประการแรกครับ พอสักพักก็จะเต็มล้นไปด้วย “มานะทิฐิ”  และมักจะกลายเป็นคน “อวดรู้” กันครับ  
 
          แต่ประการที่สามนี้ละครับที่สำคัญที่สุด คือ “เราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร” มีอยู่หนทางเดียวที่จะเข้าถึง “ความรู้” ในขั้นนี้ต้อง “ลงมือปฏิบัติ” บางครั้งผมมักจะเรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” ซึ่ง เป็นการแสวงหา “ความรู้” ที่เหนือ “ความรู้” ใดๆ ทั้งมวล เป็น “ความรู้” ที่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นเกิด “สติ” แล้วนำไปสู่ “ปัญญา” อันเกิดจาก “การลงมือกระทำ” ซึ่งโดยปรกติแล้วทำได้ยากยิ่งและเข้าถึงได้ยากมากครับ ดังนั้นในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักติดอยู่ใน “กับดัก” แห่ง “ความรู้” ทั้งในประการแรกและประการที่สองกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พวกที่ รู้มาก เรียนมากครับ
 
          จะว่าไปแล้วผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ ตอนที่ผมเรียนในระดับปริญญาตรีก็จบเกียรตินิยม ก็มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศได้เรียนปริญญาโทเพิ่มเติมอีก 2 หลักสูตร และต่อด้วยปริญญาเอกอีก 2 หลักสูตร ก็รู้มากเพราะเรียนมากครับ ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเมืองนาเรียนกันมานานกว่า 12 ปี เรียนจนคุยกับใครไม่ค่อยจะรู้เรื่องครับ
 
          บรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ทรงภูมิ “ความรู้” ในระดับ “ดอกเตอร์” ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผม และ “ดอกเตอร์” ที่ก่อคดีฆาตกรรม ต่างก็ตกอยู่ใน “กับดัก” ของ “ความหลง” ใน “ความรู้” นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นับวันยิ่งจะจมดิ่งลึกลงไปกับ “กับดัก” ของ “ความรู้”ที่ตัวเองได้ขุดขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ก็ติดอยู่ใน “กรงขัง” ที่ยากจะออกมาได้ ที่มักเรียกว่าติดกับอยู่บน “หอคอยงาช้าง” แต่วันหนึ่งพอได้หลุดพ้นจาก “กับดัก” ได้ออกจาก “กรงขัง” ได้เปิด “กะลา” ที่ครอบออก ก็จะเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และรับรู้ถึงความไม่รู้ที่ว่า “เราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร” ต่ออะไรอีกมากมายมหาศาล วินาทีนี้แหละครับ “สติ” จะค่อยๆ เริ่มเผยตัวออกมาจากที่ซ่อนเร้นอย่างช้าๆ และ “ปัญญา” จะค่อยๆ ตามมาเป็นไปตาม “สภาวะแห่งธรรม” ครับ
 
          จะว่าไปแล้วความแตกต่างระหว่าง “ความรู้” กับ “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา” ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ “ความรู้” คือสิ่งที่ “ผู้รู้” สามารถถ่ายทอดได้จากการที่ได้ร่ำเรียนมา ส่วน “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา” นั้นอยู่เหนือ “ความรู้”  เพราะเป็น “การต่อยอด” ของ “ความรู้” ขึ้นไปอีกขั้น จาก “ความรู้” ระดับพื้นๆ ธรรมดาๆ กลายเป็น “ความรู้แจ้ง” ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะฉะนั้น “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา” คือ “ความรู้” ที่สามารถเคลื่อนตัวอย่างมีอิสรภาพไร้ขอบเขตและไร้ข้อจำกัด
ดังนั้น จงก้าวข้าม “ความรู้” ไปสู่ “สติ” อันนำไปสู่ “ปัญญา” โดยอาศัย “วิปัสสนาญาณ” คือ “การลงมือปฏิบัติ” กันเถอะครับ มิฉะนั้นท่านจะกลายเป็นผู้ที่มี “ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด” ที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกลาดอยู่เต็มเมืองไปหมด ดังเช่นในปัจจุบันที่มีแต่ผู้คนที่มี “ความรู้” มากมายแต่พอให้ลงมือปฏิบัติก็ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็นครับ พอคิดอะไรไม่ออกก็แก้ปัญหาแบบง่ายๆ โดยใช้ความคิดสั้นๆ ก็เป็นดังคำโบราณที่ว่าไว้ไม่ผิดคือ “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” นั่นเองครับ