
เปิดศักราชทำนาเปียกสลับแห้งนวัตกรรมทางเลือกยามน้ำมีน้อย
03 มิ.ย. 2559
กรมชลฯ เร่งขยายผลการทำนาปรังแบบเปียกสลับแห้ง "แกล้งข้าว" ภายหลังประสบผลสำเร็จในพื้นที่นำร่อง ในปี 2559 เตรียมเดินหน้านโยบาย 1 โครงการ 1 พื้นที่ตัวอย่าง
หากดูข้อมูลจากการทำนาปรังในประเทศไทยในเขตพื้นที่ชลประทาน พบว่าเกษตรกรต้องใช้น้ำอย่างน้อย 1,200 ลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ เนื่องจากต้องมีน้ำขังในนาตั้งแต่เริ่มดำนาจนข้าวออกรวง ขณะที่สภาพภูมิอากาศในประเทศไทยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาฝนทิ้งเป็นเวลานาน ส่งผลให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ เหลือน้อยลงทุกปี และไม่เพียงต่อความต้องการของภาคการเกษตร
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายหน่วยงานพยายามที่จะหาแนวทางในการทำนาที่ประหยัดน้ำให้มากที่สุด ล่าสุ ดกรมชลประทานร่วมเครือข่ายนานาชาติด้านนํ้าและระบบนิเวศในนาข้าว (International Network for Water and Ecosystem in Paddy Fields, INWEPF) บริษัทสยามคูโบต้าคอร์เปอร์เรชั่น และสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ได้ดำเนินโครงการ "การทำนาเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว" ซึ่งพบว่าทั้งประหยัดน้ำ ประหยัดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยได้มีการนำร่องใน 4 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ชลประทานของโครงการชลประทานเชียงใหม่ โครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่ โครงการชลประทานอุบลราชธานี และโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาโดมน้อย จ.อุบลราชธานี
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการทำนาเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าวนั้น ได้มีการศึกษาวิจัยมาก่อนและพบว่าสามารถลดปริมาณการใช้น้ำในการทำนาข้าวได้ถึง 28% ของปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบทั่วไป ซึ่งโดยปกติจะใช้น้ำปริมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ แต่ถ้าทำนาแบบแกล้งข้าวจะใช้น้ำเพียง 860 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่เท่านั้น
โดยการแกล้งข้าว จะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวแข็งแรงส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิต โดยเริ่มต้นจากการขังน้ำในแปลงนาที่ระดับความลึก 5 ซม. ในช่วงหลังปักดำจนกระทั่งข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้องออกดอก จึงจะเพิ่มระดับน้ำในแปลงอยู่ที่ 7-10 ซม. จากนั้นจะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 1 ในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น หรือข้าวมีอายุประมาณ 35-45 วันเป็นเวลา 14 วัน หรือจนกว่าระดับน้ำในแปลงลดลงต่ำกว่าผิวแปลง 10-15 ซม.หรือดินในแปลงนาแตกระแหง จากนั้นถึงปล่อยน้ำเข้านา จนกระทั่งข้าวแตกกอสูงสุด หรือข้าวอายุประมาณ 60-65 วัน ก็จะปล่อยให้ข้าวขาดน้ำครั้งที่ 2 เป็นระยะเวลาอีก 14 วัน
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง นอกจากจะลดปริมาณการใช้น้ำแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยใช้สารเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวลดลงจากไร่ละประมาณ 5,600 บาท เหลือประมาณ 3,400 บาท หรือราว 40% รวมทั้งยังทำให้คุณภาพของข้าวดีขึ้น เพิ่มปริมาณผลผลิตสูงกว่าไร่ละ 1,200 กิโลกรัม เกษตรกรมีกำไรเพิ่มขึ้นและที่สำคัญทำให้คุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้น เยาวชนรุ่นหลังๆ หันมาสนใจการทำนา ซึ่งจะเป็นการรักษาพื้นที่ชลประทานให้คงที่ เกิดความสามัคคีในชุมชนที่ไม่ต้องแย่งน้ำกันต่อไป
อธิบดีฯ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการขยายผลการทํานาแบบเปียกสลับแห้งไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมชลประทานจึงได้กำหนดนโยบาย “1โครงการ 1 พื้นที่ตัวอย่าง” ขึ้นมาโดยให้โครงการชลประทานและโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาทั่วประเทศ จัดหาพื้นที่ตัวอย่างในเขตชลประทานที่รับผิดชอบ ทํานารอบ 2แบบเปียกสลับแห้ง ตั้งแต่ฤดูทำนารอบที่ 2 ปี 2559/2560 โดยตั้งเป้าขยายผลเกษตรกรหันมาทำนาด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นให้มากที่สุด และภายในปี 2564 จะต้องทำนาด้วยวิธีนี้ไม่น้อยกว่า 5 ล้านไร่
“ปัจจุบันการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น และต้องใช้ระยะยาวนาน ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปปัญหาการขาดแคลนน้ำเกิดบ่อยขึ้น แต่ความต้องการใช้น้ำในภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น หากภาคการเกษตรโดยเฉพาะการทำนารอบ 2 ลดปริมาณการใช้น้ำลง จะทำให้ในอนาคตจะมีปริมาณน้ำเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งเพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดแคลนน้ำจะลดลง” นายสุเทพกล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อม และรับทราบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการขยายผลการทํานาแบบเปียกสลับแห้ง ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจ เทคนิค การทํานาแบบเปียกสลับแห้งสู่การปฏิบัติในเขตพื้นที่ชลประทานให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายกรมชลประทาน จึงจัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการเตรียมความพร้อมโครงการขยายผลการทํานาแบบเปียกสลับแห้งในเขตพื้นที่ชลประทานขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ให้กับผู้บริหารกรมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค



