
ก้าวใหม่วงการขยายพันธุ์ม้าไทย ทบ.-มก.สำเร็จผสมเทียมครั้งแรก
กรมการสัตว์ทหารบก ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผสมเทียมน้ำเชื้อม้าแช่แข็งสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย หวังพัฒนาสายพันธุ์และผลิตม้าที่มีคุณภาพดีเหมาะสมต่อการใช้งาน อีกทั้งช่วยลดต้นทุนนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศด้วย
พล.ต.บุญสันติ แสนสวัสดิ์ เจ้ากรมการสัตว์ทหารบก บอกว่า โครงการนี้เป็นการพัฒนาคุณภาพและความสามารถในการตั้งท้องของแม่ม้า โดยผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อพ่อม้าที่ผ่านการแช่แข็งในม้าทดลองของกรมการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก จ.กาญจนบุรี ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550-มีนาคม 2553 โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนับสนุนห้องปฏิบัติการและบุคลากร
"ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในการใช้น้ำเชื้อแช่แข็ง เพื่อผลิตม้าที่มีคุณภาพดีเหมาะสมต่อการใช้งาน สามารถเก็บรักษาพันธุกรรมม้าในรูปน้ำเชื้อแช่แข็งไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต ทั้งประหยัด ยืดระยะเวลาการใช้งานด้านการผสมพันธุ์ของพ่อม้าได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ"
การผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งครั้งนี้ เป็นความสำเร็จครั้งแรกของไทย ซึ่งทำในม้าเลือดอุ่น หรือ WARMBLOOD สายพันธุ์ HOLSTEINER ที่ยอมให้ใช้การผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่เย็นและน้ำเชื้อแช่แข็ง เนื่องจากน้ำเชื้อของพ่อม้าไม่สามารถนำมาแช่แข็ง และทำให้อุ่นขึ้นเพื่อใช้ผสมเทียมได้สำเร็จทุกตัว โดยเฉลี่ยพ่อม้าที่มีน้ำเชื้อนำมาทำเป็น Frozen semen ได้มีร้อยละ 25-30 ของจำนวนพ่อม้า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นสพ.ดร.ธวัชชัย ศักดิ์ภู่อร่าม คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เสริมว่า การเก็บน้ำเชื้อโดยการแช่แข็งร่วมกับใช้เทคนิคการผสมเทียม จะช่วยเพิ่มจำนวนม้าที่มีคุณภาพดีตามความต้องการเพื่อสำหรับใช้งานต่างๆ และเป็นต้นแบบในการรักษาลักษณะที่ดีของพ่อพันธุ์ที่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไป
"ช่วยยืดเวลาการใช้งานด้านผสมพันธุ์ของพ่อม้าได้ดี โดยเก็บน้ำเชื้อม้าแช่แข็งไว้ได้นานหลายปี แถมช่วยลดการบาดเจ็บของพ่อม้าและแม่ม้าระหว่างการผสม อีกทั้งลดค่าจัดซื้อ หรือนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศด้วย"
ด้าน ผศ.สพญ.อารีย์ ไหลกุล ผู้ทำหน้าที่ผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง เสริมว่า การผสมเทียมในน้ำเชื้อแช่แข็งมีข้อจำกัด คือจะด้อยกว่าใช้น้ำเชื้อสดผสม แต่จุดแข็งคือจะเก็บรักษาได้นานหลายปี ซึ่งการที่จะนำเอาน้ำเชื้อเข้าไปในตัวเมีย จึงต้องรอให้ตัวเมียไข่ตกก่อนจึงฉีดน้ำเชื้อเข้าไป ซึ่งเป็นวิธีที่ยากกว่าการผสมน้ำเชื้อม้าสดถึง 3 เท่า
"ต้องนอนเฝ้ากันเลย ว่าช่วงใดที่แม่ม้าพร้อม เราถึงจะละลายน้ำเชื้อแล้วผสมเทียม ส่วนปริมาณสเปิร์มที่ใช้ ไม่ว่าจะน้ำเชื้อสดหรือแช่แข็งจะใช้จำนวนตัวเดียวเท่ากัน ส่วนการคัดเลือกแม่พันธุ์ ก็ต้องเลือกสายพันธุ์เดียวกัน เพราะเมื่อผสมกันแล้วก็จะได้พันธุ์ที่ดีตามที่ต้องการ"
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความสำเร็จมีหลายประการ ทั้งสัดส่วนพ่อพันธุ์ เวลาในการผสม ซึ่งขั้นตอนนี้จะคัดเลือกน้ำเชื้อของพ่อม้า 1 ตัว จากทั้งหมด 4 ตัว ที่ผ่านการเก็บรักษาและพบว่าน้ำเชื้อมีความแข็งแรง มีอัตราการรอดชีวิต อัตราการวิ่งดีกว่าตัวอื่นๆ จากนั้นทดสอบน้ำเชื้อของพ่อม้านั้นจะปฏิสนธิได้หรือไม่ ก่อนส่งไปขั้นตอนการผสมเทียม ซึ่งปัจจุบันอัตราการผสมติดคิดเป็น 30% ซึ่งนับเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น่าพอใจ และในอนาคตจะพัฒนาให้มีอัตราการผสมติดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่ตัวแปรอื่นๆ ด้วย
"อริย์ธัช พรอัศวโยธิน "



