
บอกเล่าเรื่องราวแสนปีติ 70 ปีประชาผาสุข
31 พ.ค. 2559
7 ทศวรรษ เรื่องราวของการคิดค้นและพัฒนาใน บ้าน ที่เป็นมากกว่าพระราชฐานของ พระราชา
พระตำหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทุกๆ ภาคของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันล้วนตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงาม หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เกือบทุกพื้นที่มีเรื่องราวของปัญหาดิน น้ำ และป่า สะท้อนออกเป็นความทุกข์ยากของราษฏรอย่างแสนสาหัส เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องแปรพระราชฐานไปประทับในพื้นที่นั้นๆ ในระยะเวลานานเพื่อศึกษา และหาวิธีคืนคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน เกิดเป็นโครงการพระราชดำริต่างๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น
กว่า 7 ทศวรรษ แห่งการครองศิริราชสมบัติ เหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างการแปรพระราชฐานเพื่อดำเนินการ และตรวจสอบโครงการพระราชดำริในพื้นที่ห่างไกล ยังคงประทับใจเหล่าผู้ร่วมถวายงาน และยังน้อมนำแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นหลักการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ ตามที่ส่วนหนึ่งของผู้ที่เคยถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท กล่าวไว้ในกิจกรรมพิเศษ เปิดปฐมบทแห่งการพัฒนาเพื่อประชาผาสุก ในวโรกาสมหามงคล 70 ปี ครองราชย์ ภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เมื่อวันก่อน ต่างย้อนเล่าที่มาและความสำเร็จของโครงการบนรอยยิ้มภูมิใจที่เห็นความสำเร็จของพ่อหลวงชาวไทยในพื้นที่ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัยแก้ปัญหาความเป็นอยู่ยากลำบากอย่างไม่ลดละ
ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ และประธานกรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เริ่มต้นเล่าว่า บ้านของพระเจ้าอยู่หัวอยู่ที่ไหนก็ทรงงานที่นั่น แต่ละที่ถูกสร้างเพื่อประชาชนในท้องถิ่น เพื่อทรงศึกษาพัฒนาที่ดินตรงนั้นให้ประชาชนอยู่ได้อย่างเป็นสุขยืนยาว เช่น พระตำหนักภูพิงค์พระราชนิเวศน์ เป็นพื้นที่ใกล้ชายแดนในสมัยก่อนมีการทำไร่เลื่อนลอย ทำลายป่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งให้มีการทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องในพระตำหนัก เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาศึกษาเป็นตัวอย่าง และซื้อที่ดินเพิ่ม 74 ไร่ ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 2 แสนบาท เพื่อเริ่มปลูกลูกท้อ สอนชาวบ้านให้รู้จักปลูกพืชจำเป็นต่อปากท้อง ทั้งยังรักษาต้นน้ำลำธารอีกด้วย
พระองค์ท่านโปรดที่จะทดลองทำเองก่อน ทรงรับสั่งว่าถ้าบอกให้ชาวนาชาวไร่เพาะปลูกในวิธีที่ถูกต้อง แต่พระองค์เองยังไม่เคยทำและไม่ทราบว่าทำอย่างไร ชาวบ้านก็คงไม่เชื่อ จึงต้องริเริ่มทำเองก่อนเพื่อจะคุยกับชาวบ้านรู้เรื่อง การเข้าใจ เข้าถึง เพื่อพัฒนา จึงเป็นเรื่องที่พระองค์ให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่เสด็จแปรพระราชฐานไปพระตำหนักต่างๆ พระองค์ท่านจะวิ่งออกกำลังกายไปรอบๆ พระตำหนักออกกำลังกายอยู่เสมอ อย่างน้อย 3 กิโลเมตรทุกๆ วัน เป็นระยะยาว ทรงรับสั่งว่าต้องมีสุขภาพที่ดี ถึงจะมีแรงพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนได้เต็มที่ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทรงใส่พระทัยปฏิบัติมาตลอด 70 ปี รองราชเลขาธิการ กล่าว
ด้าน พินิจ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ ย้อนเล่าเรื่องราวครั้งได้ตามเสด็จถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพื้นที่ภาคเหนือว่า สมัยก่อนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และชาวบ้านที่สูงมีความเข้าใจว่าถ้าปลูกต้นไม้ที่ต้นน้ำมากๆ ป่าก็จะยังอุดมสมบูรณ์ แต่เราไม่ค่อยลงมาสังเกตที่บริเวณกลางน้ำ และปลายน้ำว่ามีความเป็นอยู่และผลกระทบอย่างไร แต่ในหลวงทอดพระเนตรเห็นปัญหาว่าชาวบ้านบริเวณนี้นิยมปลูกพืชทำลายป่า จึงตั้งโครงการพระราชดำริสอนให้ชาวบ้านรักและอยู่ร่วมกับป่าให้ดีที่สุด สามารถปลูกผักในพื้นที่น้อยได้ จนเมื่อปี 2535 เกิดเหตการณ์ดินถล่ม สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงมีรับสั่งให้ปลูกหญ้าแฝกเพิ่มการยึดเกาะของหน้าดิน ใช้เวลา 9 เดือนพบว่าหญ้าแฝกเติบโตได้ดีช่วยลดภาวะดินถล่มได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จมาทอดพระเนตรและให้ข้อคิดว่าการปลูกหญ้าแฝกลองปลูกให้เอียง 3 องศาเพื่อให้รากส่งน้ำสู่พื้นดิน และให้สร้างฝายกักเก็บน้ำไว้ ธรรมชาติก็จะอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เรื่องนี้เป็นความประทับใจที่ได้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงใส่ใจ มองเห็นปัญหาได้เข้าถึง ทรงเป็นทั้งนักปราชญ์นักพัฒนาที่ดีที่สุด
ปิดท้ายในพื้นที่ภาคใต้ ชัยวัฒน์ สิทธิ์บุศย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาที่ดิน เล่าประสบการณ์ประทับใจของตัวเองว่า สมัยก่อนเคยได้รับราชการเป็น ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส แก้ไขปัญหาเรื่องดินเปรี้ยวและลุ่มน้ำขัง โดยตั้งแต่ปี 2516-2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่ภาคใต้ทุกปี ครั้งละ 1 -2 เดือน เสร็จจากการศึกษางานในช่วงบ่ายจะทรงออกเยี่ยมราษฎร ซึ่งจะเสด็จไปที่ไหนไม่มีใครทราบได้ พระองค์จะเป็นผู้กำหนดเองจากแผนที่ในพระหัถต์ มีอยู่คืนหนึ่งทรงเสด็จมาที่ศูนย์ตอนกลางดึกที่ฝนตกหนักมาก พวกเราต้องออกไปรับเสด็จแบบกะทันหัน พอมาถึงทรงรับสั่งว่ส อยากมาดูหญ้าแฝกทำงาน เลยต้องมาดูตอนฝนตก คำตรัสนั้นทำให้พวกเราต้องกลับมาคิดว่าเคยดูงานได้ละเอียดเท่าพระองค์ท่านหรือไม่ จากนั้นจึงนำแนวทางของพ่อหลวงเป็นแบบอย่างในการทำงานเสมอ ทรงศึกษา ทดสอบ และนำไปพัฒนาทุกๆ เรื่อง เป็นความภูมิใจที่ปัจจุบันได้เห็นชัยชนะของพระองค์ท่านเกิดขึ้นแล้วทุกๆ โครงการ
หลังจบการพูดคุย เจ้าหน้าที่ได้นำชมโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา บ้านอีกหลังของพระราชา ในกรุงเทพมหานคร ที่ทำโครงการศึกษาทดลองการเกษตรกรรมขนาดเล็กแต่มีองค์ความรู้ยิ่งใหญ่ต่อปวงชน ในพื้นที่พระราชฐานของกษัตริย์ไทย อาทิ โรงสีข้าวตัวอย่าง ,ห้องผลิตน้ำมันรำข้าว,โรงงานผลิตไบโอดีเซลล์, แปลงปลูกพืชบำรุงดิน,โรงนมเม็ดและโรงนมผงสวนดุสิต เป็นต้น



