ไลฟ์สไตล์

2พันล.แลกจบคดี'ธัมมชโย'

2พันล.แลกจบคดี'ธัมมชโย'

30 พ.ค. 2559

'บิ๊กต๊อก' ขู่ฟันคนปล่อยข่าว คสช.เรียกเงิน 2,000 ล้านแลกจบคดีธรรมกาย ประชุม มส.ไม่มีเรื่องดีเอสไอขอให้เจรจา อ้างไม่มีหนังสือเข้ามา ศิษย์ปักหลักปกป้อง 'ธัมมชโย'

 
        30 พ.ย. 59  ด้านความคืบหน้าหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ขอให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ช่วยเจรจากับพระธัมมชโยในการรับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยทางดีเอสไอได้ส่งหนังสือมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)ไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้พระพรหมโมลี(สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในฐานะประธานคณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ออกมาระบุว่า หนังสือดีเอสไอยังไม่มาถึง จึงไม่สามารถรายงานสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้ ทำให้สมเด็จฯ ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ขณะเดียวกันในส่วนของดีเอสไอได้เดินตามแนวทางของกฎหมายควบคู่ไปกับการขอความช่วยเหลือจากคณะสงฆ์ด้วยการขอเจรจากับรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ดำเนินการหาทางออกเรื่องดังกล่าว แต่ล่าสุดได้มีผู้ไม่หวังดีออกมาปล่อยข่าวว่า คสช.เรียกเงินจำนวน 2 พันล้านบาทแลกกับการจบคดีของพระธัมมชโย
 
 
ขู่ฟันคนปล่อยข่าวคสช.รีด2พันล้าน
 
        พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวกรณีที่มีกระแสข่าวการต่อรองเงิน 2,000 ล้านบาทระหว่างคสช.กับวัดพระธรรมกายเพื่อให้จบคดีว่า ผู้ที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้มีตัวตนหรือไม่ พร้อมขู่เอาผิดหากพูดพาดพิงหรือเกี่ยวข้องก็ต้องพิจารณาดำเนินการเพื่อรักษาเกียรติ โดยในช่วง 2-3 วันนี้มีคนออกมาให้ข้อมูลจำนวนมากที่กระทบการทำงานของเจ้าหน้าที่ จึงต้องออกมาพูดแทนผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง เพราะหากเป็นความผิดชัดเจนก็พร้อมลงโทษ แต่หากพูดลอยๆ เพื่อทำลายเกียรติกันก็ไม่มีประโยชน์
 
        ส่วนการดำเนินการตามหมายจับกับพระธัมมชโยนั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กรณีนี้ควรต้องทำความเข้าใจกับศิษย์วัดพระธรรมกายว่า คดีดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไรถึงได้มาถึงจุดนี้ ดีเอสไอไม่เคยเจาะจงว่าต้องดำเนินการกับคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นคดีที่สืบเนื่องจากคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องชี้แจงแทนดีเอสไอที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคล 3-4 คนออกมาแสดงความเห็นที่สร้างความไม่เข้าใจ ด้วยการให้ข้อมูลโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ส่งผลให้สังคมสับสน เพราะไม่อยากให้เกิดการเบี่ยงเบนเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย หากพูดไม่หมดก็จะเป็นประเด็นว่า กลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งจะกระทบต่อภาพกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ขอให้ผู้ที่จะออกมาแสดงความเห็นควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมด หากไม่เข้าใจหรือมีข้อสงสัยขอให้สอบถามมาที่ดีเอสไอ แต่ขอให้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ
 
        “ผมไม่เห็นด้วยกับการออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อ ซึ่งจะทำให้เกิดการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะบุคคลที่พูดอาจไม่รู้เรื่องครบถ้วน วันนี้เริ่มมีแล้ว 3-4 คน ออกมาพูด พูดโดยไม่รู้ว่ารู้จริงแค่ไหน หากสงสัยควรมาพบดีเอสไอจะได้พูดคุยเรื่องการทำงานให้เข้าใจตรงกัน ไม่อยากทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และเบี่ยงเบนเป็นเรื่องอื่น เรื่องนี้สืบเนื่องจากคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น บุคคลที่ถูกเชื่อมโยงไม่ใช่พระธัมมชโยคนเดียว แต่เป็นเรื่องของหลายๆ คน หากยกเลิกการปฏิบัติก็ต้องยกเลิกการปฏิบัติกับคนอีก 10-20 คนไปด้วย อย่างนั้นแล้วจะบังคับใช้กฎหมายกันได้อย่างไร” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
 
 
แนะศิษย์ธรรมกายฟังข้อเท็จจริง
 
        รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า การต่อสู้คดีในชั้นพนักงานสอบสวนหากผิดก็ขอให้ไปต่อสู้คดีในชั้นอัยการ และชั้นศาล ซึ่งดีเอสไอเปิดกว้าง จึงไม่จำเป็นต้องไปเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นและทำให้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา โดยเฉพาะคนนอกที่ออกมาพูดและสร้างความสับสน ซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง ดีเอสไอไม่เคยปกปิด หรือปิดกั้นไม่ให้เกิดความชัดเจน ส่วนที่ดีเอสไอค่อยๆ ทำทีละขั้น ประชาชนที่เห็นด้วยกับการทำตามกฎหมายหรือเป็นศิษย์ธรรมกาย โปรดเข้าใจ อย่างเบี่ยงเบน วันนี้ต้องพูดกันทั้งสองฝ่าย เพราะบางฝ่ายเริ่มกดดันดีเอสไอ ขณะที่บางฝ่ายเริ่มพูดเรื่องการรังแกพระ แต่ไม่เคยพยายามเข้าใจว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามใช้ความรอบคอบ ทำงานเป็นขั้น คดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นหากไม่ทำคดีต่อเจ้าหน้าที่ก็จะถูกตำหนิและเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
 
        ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเหตุใดดีเอสไอยังไม่ดำเนินการจับกุมพระธัมมชโยนั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ขอให้ค่อยๆ พูดค่อยทำ อย่าให้กลายเป็นเรื่องลุกลามไปเรื่องอื่น ไม่อยากทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมามีบางฝ่ายไม่ยอมเข้าใจว่าตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทำงานเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไรบ้าง สำหรับการส่งหนังสือแจ้งให้คณะปกครองฝ่ายสงฆ์ รวมถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ดำเนินการนั้น ถือเป็นขั้นตอนทางปกครองของสงฆ์ ทั้งที่จริงแล้ววันนี้ดีเอสไอจะใช้กฎหมายก็ใช้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องบอกมหาเถรสมาคม(มส.) หรือประสานฝ่ายสงฆ์ แต่เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยเหตุและผล ไม่เกิดปัญหาใหญ่ จึงต้องค่อยๆ ทำทีละขั้น และพยายามให้ทุกส่วนที่รับรู้เรื่องนี้เข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ส่วนตัวขอตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้ไม่ถูกหรือ หรือว่าต้องการให้ใช้กฎหมาย 100% ตูมตามเข้าไปเลย หากจะทำเช่นนั้นตามกฎหมายก็ทำได้อยู่แล้ว
 
 
ย้ำอย่านำเรื่องตั้งสังฆราชมาผูกกัน
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อเรื่องดังกล่าวไปเกี่ยวข้องกับสมเด็จช่วง ทำให้ถูกดึงไปเชื่อมโยงกับประเด็นอื่น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขออย่านำเรื่องดังกล่าวไปผูกพันกัน มีความพยายามจะผูกโยงและทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สมเด็จช่วงอยู่ในฐานะของผู้ปกครอง มีอำนาจในการปกครองสงฆ์ การนำไปผูกโยงกับเรื่องการแต่งตั้งอื่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง คนที่พูดกำลังพยายามทำให้ประชาชนสับสน ทั้งนี้ ขอย้ำว่าที่ดีเอสไอประสานไปยังฝ่ายสงฆ์ เพราะมีหน้าที่และลำดับขั้นตอนอยู่ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ก็มีหน้าที่ดูแลตามพ.ร.บ.สงฆ์ การผูกโยงไปเรื่องแต่งตั้งอื่นทำให้คนที่ไม่ได้รับข่าวมาตั้งแต่ต้นเข้าใจผิดกันไปหมด
 
        ส่วนที่ถามว่าหากทางสงฆ์ดำเนินการไม่สำเร็จจะทำอย่างไร รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้รอดูก่อน ดีเอสไอมาหารือตลอด บางเรื่องเจ้าหน้าที่ก็พูดไม่ได้ และในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องชี้แจงแทนลูกน้อง รวมถึงเรื่องการประสานทางสงฆ์ก็เป็นคนริเริ่มเองว่า ลองใช้การปกครองทางสงฆ์มาช่วยดูได้หรือไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนบอกว่าทำได้ ก็ให้ทำ เพื่อจะได้มีช่องทางอื่นมากขึ้น หากยังไม่เรียบร้อยอีก ต้องค่อยๆ คิดกันไป
 
        “ไม่ใช่จะทำให้สะใจ ใช้กำลังจู่โจมเข้าไปบนกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ขณะนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ส่วนตัวแค่ให้คำแนะนำประคับประคองว่าอย่าให้เรื่องบานปลาย หากใช้กฎหมายเข้าไปจับกุม แต่ปรากฏว่าเมื่อได้ตัวแล้วปัญหาตามมาอีกมากมายจะคุ้มหรือไม่ ส่วนข่าวการกำหนดนัดพูดคุยระหว่างดีเอสไอกับตัวแทนวัดพระธรรมกายนั้น ไม่ทราบ แต่เบื้องต้นรู้ว่าเริ่มมีการพูดคุย และมีช่องทางติดต่อกันแล้ว” รมว.ยุติธรรม กล่าว
 
 
ดีเอสไอยันมีแผนจับกุมชัดเจน
 
        ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามหมายจับพระธัมมชโยว่า ขณะนี้ดีเอสไอรอผลการประสานขอเฮลิคอปเตอร์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขึ้นบินสำรวจพื้นที่รอบวัดพระธรรมกาย ยืนยันว่าดีเอสไอมีแผนดำเนินการตามหมายจับ แต่ต้องรอเวลาที่เหมาะสม หากได้เฮลิคอปเตอร์ตำรวจเมื่อใดก็พร้อมบินตรวจสอบพื้นที่ทันที สำหรับการประสานพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ดีเอสไอได้พบหารือกับพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ขึ้นกับความพร้อมของพระทัตตชีโวว่าจะสะดวกให้พบเมื่อใด ดีเอสไอจะเร่งดำเนินการโดยทันที
 
        พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องให้ดีเอสไอนำหมายจับเข้าไปดำเนินการกับพระธัมมชโยโดยไม่ต้องขออนุมัติหมายค้น เนื่องจากพระมีฐานะเป็นเจ้าอาวาสวัดว่า วัดพระธรรมกายมีเนื้อที่จำนวนหลายพันไร่ มีทั้งในส่วนของวัดและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งพื้นที่ที่เป็นบริเวณวัดจริงๆ มีเพียงไม่กี่ไร่ ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด การดำเนินการของดีเอสไอไม่อยากให้เป็นปัญหา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายให้รัดกุม ระหว่างนี้เป็นการดำเนินการคู่ขนานระหว่างดีเอสไอและการปกครองทางสงฆ์ หากสามารถดำเนินการทางสงฆ์ได้เรื่องราวต่างๆ จะได้เรียบร้อยและไม่เป็นปัญหาให้ถูกตำหนิว่าดีเอสไอเข้าไปก้าวก่ายทางสงฆ์โดยไม่แจ้งให้คณะผู้ปกครองรับทราบตามขั้นตอนก่อน
 
 
ลั่นคดีนี้ต้องสั่งฟ้องไม่มีมวยล้มแน่นอน
 
        "ขณะนี้ดีเอสไอเดินหน้าดำเนินการตามหมายจับอย่างต่อเนื่อง และมีแผนงานชัดเจน โดยมีการประสานความร่วมมือกับตำรวจทั้งเรื่องการสนับสนุนอุปกรณ์ ยานพาหนะและสถานที่ โดยการทำงานของดีเอสไอคู่ขนานกับกระบวนการทางสงฆ์ ซึ่งทราบว่าหลังส่งหนังสือไปแล้วก็อยู่ระหว่างการดำเนินการเช่นกัน ส่วนความชัดเจนเรื่องการเข้าค้นและจับกุมต้องเป็นไปตามแผน ดูความพร้อมของสถานการณ์ จากนั้นต้องประเมินผลร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเข้าค้นจับกุมล่าช้านั้น ย้ำว่าการพิจารณาจับกุมต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ การเข้าจับกุมแล้วสูญเสียจะคุ้มหรือไม่หากมีการขัดขวางเกิดขึ้น ดีเอสไอต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความเห็นชอบจากคณะพนักงานสอบสวนก่อน
 
        ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการรวมตัวของมวลชนจำนวนมากและตั้งบังเกอร์บริเวณวัดถือเป็นเจตนาต่อต้านหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบและประเมินสถานการณ์อยู่ ขอให้ถึงเวลาก่อน จะบอกว่าเป็นพฤติกรรมต่อต้านคงยังไม่ได้ สำหรับประเด็นที่มีการแสดงความเป็นห่วงกรณีดังกล่าวจะซ้ำรอยเณรคำที่หลบหนีไปต่างประเทศหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่าคดีของเณรคำดีเอสไอสอบสวนและสั่งฟ้องพร้อมพยานหลักฐานครบทุกข้อหา ไม่มีคดีใดขาดอายุความ และอยู่ระหว่างติดตามนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศ แต่ขั้นตอนดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางด้วย พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีกับพระธัมมชโยหากสำนวนการสอบสวนแล้วเสร็จ พนักงานสอบสวนสามารถจะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีพร้อมหมายจับได้โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหากับพระธัมมชโย
 
 
มส.ไม่เห็นหนังสือจึงไม่นำเข้าที่ประชุม
 
        เมื่อเวลา 17.00 น. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มหาเถรสมาคม (มส.)ประชุมครั้งที่ 12/2559 โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งใช้ระยะเวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายประดับ โพธิกาญจนวัตร รองโฆษกพศ. กล่าวภายหลังการประชุม มส.ว่า ที่ประชุม มส.ไม่ได้หารือเกี่ยวกับกรณีที่ดีเอสไอจะร้องขอให้ มส.ช่วยเจรจากับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ไม่ทราบว่าหนังสือฉบับดังกล่าวอยู่ในส่วนใด ซึ่งหากอยู่ที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมก็จะต้องพิจารณา โดยอาจจะไม่นำเข้าให้ มส.พิจารณาก็ได้ ส่วนหนังสือที่ทางดีเอสไอจะส่งถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เป็นการส่งตรงถึงวัดปากน้ำโดยตรง
 
        นายประดับ กล่าวต่อไปว่า เรื่องของวัดพระธรรมกาย ถือว่าเป็นวัดราษฎร์ เจ้าคณะปกครองในพื้นที่มีอำนาจที่จะสั่งการในการถอดถอน ปลด พักงานได้ แต่ทั้งนี้ปัญหาจะยุติได้ควรต้องใช้วิธีการเจรจา ที่สำคัญขณะนี้ทราบว่า ทางเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีกำลังดำเนินการช่วยกันหาทางออกเรื่องดังกล่าวอยู่ ซึ่งระบบการปกครองคณะสงฆ์มีวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนตามลำดับชั้นการปกครองอยู่แล้ว หากเจ้าอาวาสมีปัญหาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็ต้องให้เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่หนนั้นๆ มาช่วยแก้ไขตามลำดับชั้นการปกครอง เพื่อให้ปัญหาได้ข้อยุติ อย่างไรก็ตามขณะนี้เป็นเรื่องคดีของฝ่ายบ้านเมือง ก็ต้องให้ทางฝ่ายบ้านเมืองเข้ามาแก้ปัญหาเป็นหลัก โดยยังไม่ได้เป็นคดีทางสงฆ์แต่อย่างใด 
 
 
ศิษย์ธรรมกายปักหลักป้อง ‘ธัมมชโย’
 
 
        เมื่อเวลา 11.00 น. ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายจำนวน 5,000 คน ได้ปักหลักปฏิบัติธรรมให้กำลังใจพระธัมมชโย อยู่ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยบรรยากาศภายในวัด ศิษยานุศิษย์ได้เดินทางมาปฏิบัติธรรม รวมถึงบางส่วนที่มาใกล้จากต่างจังหวัดก็จะพักอาศัยอยู่ภายในวัด โดยจะพักที่สภาธรรมกายสากล ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีเต็นท์และอุปกรณ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้ ซึ่งทางวัดจะมีอาหารและน้ำดื่มให้รับประทานฟรี ส่วนบรรยากาศภายในห้องแก้วสารพัดนึก ได้ฟังคำสอนจากหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งเป็นเทปบันทึกเสียงของหลวงพ่อธัมมชโย สอนการนั่งสมาธิ ซึ่งศิษยานุศิษย์ต่างตั้งใจปฏิบัติธรรมและนั่งสมาธิอย่างตั้งใจ และส่งกำลังใจช่วยหลวงพ่อที่กำลังอาพาธอยู่ในขณะนี้ รวมถึงต้องต่อสู้กับข่าวที่รวบกวนจิตใจของคณะศิษยานุศิษย์ นอกจากนั่งสมาธิยังได้ฝึกฝนการปฏิบัติธรรมความดีสากล พื้นฐาน 5 ข้อ ประกอบด้วย ความสะอาด ความเป็นระเบียบ การตรงต่อเวลา ความสุภาพ และสมาธิ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
 
        ด้าน นางอัมพร กิบส์ อายุ 65 ปี ศิษย์ซัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ตนเดินทางมาจากรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพค้าขายอสังหาริมทรัพย์ ได้เดินทางมาเพื่อปฏิบัติธรรม โดยอาศัยเช่าที่พักอาศัยอยู่ใกล้วัด เนื่องจากตนเกษียณแล้วไม่ได้ทำงาน จึงจะอยู่ให้กำลังใจหลวงพ่อธัมมชโย เนื่องจากท่านป่วยและยังถูกออกหมายจับ ปกติเราเป็นเพียงชาวพุทธแต่ในนาม ตั้งแต่ได้ปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย ทำให้จิตใจเราดี และมีสมาธิขึ้น จนปฏิบัติต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี สามารถนำธรรมะที่ได้มาปรับปรุงตัวเอง อยากจะให้หลวงพ่อธัมมชโย หายป่วยไวๆ มีอายุยืนยาว เนื่องจากท่านเป็นตัวอย่างที่ดี ตัวเราอยู่ถึงอเมริกา เรายังมีบุญที่ได้รับคำสอนคำแนะนำให้ทำความดี ก็อยากให้ท่านอยู่เป็นต้นแบบให้พวกเราต่อไป
 
        ขณะที่ นางองุ่น สุขเจริญ อายุ 71 ปี ชาวนา จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า เริ่มแรกตนไม่มีความรู้เรื่องของการปฏิบัติธรรมเลย แต่เมื่อได้มาปฏิบัติธรรมจากหลวงพ่อธัมมชโย มาเป็นเวลากว่า 32 ปี ก็ได้นำไปในในชีวิตประจำวัน รวมถึงได้แนะนำธรรมะให้ลูกหลานได้รู้และเข้าใจ ลูกหลานก็เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ทุกวันที่บ้านตนและสมาชิกในครอบครัวจะสวดมนต์และนั่งสมาธิกัน อะไรคือศีล อะไรคือสมาธิ เมื่อได้ศึกษาเรียนรู้ ทุกคนก็เกิดปัญญาโดยเร็ว ตั้งใจเรียนและเรียนดี ตนอยากให้กำลังใจหลวงพ่อธัมมชโย ลูกศิษย์ทุกคนอยากให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง รวมถึงเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน