
ตั้งศูนย์สวัสดิภาพแรงงานประมงดิ้นอีกเฮือกให้ไทยพ้นบ่วงไอยูยู
ตั้งศูนย์สวัสดิภาพแรงงานประมงดิ้นอีกเฮือกให้ไทยพ้นบ่วง'ไอยูยู' : ดลมนัส กาเจ
ล่าสุด 5 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมมืออย่างบูรณาการ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน ด้วยจัดตั้ง “ศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลา” นับเป็นศูนย์แห่งแรกในประเทศไทยที่เดินหน้าแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ประเทศไทยถูกคณะกรรมาธิการยุโรป หรืออียู ตราหน้าว่ายังไม่มีมาตรการเพียงพอในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู (Illegal, Unregulated and Unreported (IUU) Fishing) ที่เคยให้โอกาสดำเนินการตามมาตรการในแผนปฏิบัติการ ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558
สำหรับการบูรณาการทั้ง 5 หน่วยงานดังกล่าวประกอบด้วย องค์การสะพานปลา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย, ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (บ้านสุขสันต์) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และได้มีการลงนามในข้อตกลง หรือเอ็มโอยู เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2559 ณ ท่าเทียบเรือประมงสงขลา2 (ท่าสะอ้าน) จ.สงขลา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่
1.การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครแรงงานต่างด้าวและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้อต่อการให้บริการ คุ้มครอง ป้องกัน ผู้ที่เสี่ยงหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 2.ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันการค้ามนุษย์ ในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น 3.เป็นศูนย์การเรียนเด็กต่างด้าว แรงงานต่างด้าวและครอบครัวได้เรียนรู้ อบรม และส่งเสริมอาชีพ 4.เป็นศูนย์ให้การดูแล พยาบาล คัดกรองโรคเบื้องต้นและประกอบศาสนกิจแก่กลุ่มแรงงานประมงต่อเนื่องและครอบครัวของแรงงานต่างด้าว และ 5.เป็นศูนย์ประสานงานรับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมของแรงงาน โดยศูนย์ดังกล่าวแบ่งเป็น 4 ส่วนดังนี้ ศูนย์ประสานงาน, ห้องพยาบาล, ศูนย์เรียนเพื่อเด็กและครอบครัวแรงงานเพื่อนบ้าน และอีกส่วนหนึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติทางศาสนกิจหรือห้องละหมาด เนื่องจากแรงงานล้วนแต่นับถือศาสนาอิสลาม
เดินหน้าแก้ปัญหาแรงงานทุกรูปแบบ
ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมงทุกรูปแบบอย่างจริงจังและปราบปรามอย่างเคร่งครัด โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ ขณะเดียวกันการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานโดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ตามหลักมนุษยธรรมและมาตรฐานสากลถือเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมายที่ต้องการความช่วยเหลือให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
ยกคุณภาพชีวิตต่างด้าวกว่า 2.5 หมื่นคน
ด้านนายสุชาติ จันทลักขณา ผู้จัดการศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงสงขลาและผู้จัดการศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเล สงขลา กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้จะสามารถช่วยพัฒนากลไกในการขับเคลื่อนนโยบายป้องกันการค้ามนุษย์ในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่นให้มีประสิทธิผล ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่และสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแรงงานประมงและประมงต่อเนื่อง ทั้งสัญชาติไทย กัมพูชา พม่า และลาว ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สงขลา และอำเภอใกล้เคียง รวมไปถึงกลุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์ กลุ่มเด็กต่างด้าวและครอบครัวสัญชาติกัมพูชา พม่า และลาว บริเวณท่าเทียบเรือประมงสงขลาและบริเวณใกล้เคียงกว่า 2.5 หมื่นคน
“ศูนย์แห่งนี้จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานภาคประมงที่ถูกกฎหมายและครอบครัว รวมไปถึงแรงงานผิดกฎหมายที่เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา ซึ่งศูนย์จะให้คำแนะนำ ความรู้ด้านการคุ้มครองแรงงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้สามารถประกอบอาชีพโดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตตามสมควรตามหลักมนุษยธรรม และไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย” นายสุชาติ กล่าว
รัฐ-เอกชนเริ่มแก้ปัญหาถูกจุด
ขณะที่นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาแรงงานซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นจึงเห็นว่าการจัดตั้งศูนย์ตามคำแนะนำ และความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งในภาครัฐและเอกชน จะเป็นก้าวแรกอันสำคัญต่อการเริ่มต้นแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยการสร้างการตระหนักรู้และการแก้ไขให้เกิดความถูกต้องบนความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และคำนึงถึงหลักพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนในระดับสากล อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานประมงที่ดียิ่งขึ้น และยังให้ความสำคัญลงไปถึงครอบครัวแรงงานประมง โดยซีพีเอฟมีส่วนสนับสนุนงบประมาณในระยะเริ่มต้นของการจัดตั้งศูนย์ ซึ่งในอนาคตหากดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะมีการหารือเพื่อหาแนวทางสนับสนุนต่อไป
ยืนยันไม่เคยถูกกดขี่
น.ส.ต้า สาและ แรงงานสาวจาก จ.กัมปงจาม ประเทศกัมพูชา วัย 21 ปี บอกว่า เดินทางมาประเทศไทยพร้อมกับครอบครัว 5 ปีแล้ว มาช่วยครอบครัวรับจ้างตัดหัวปลาบ้าง แต่พออายุเกิน 18 ปี จึงสมัครทำงานอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีใบอนุญาตถูกต้อง ทางนายจ้างจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 9,000 บาท โดยไม่เคยถูกบังคับใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เคยถูกเอาเปรียบด้วย มีที่พักให้ฟรี ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับที่กัมพูชาที่ไม่มีงานทำ รายได้ไม่เพียงพอ จึงอยากอยู่ที่ประเทศไทยต่อไป
เช่นเดียวกับ นางไก่ เนียง อายุ 37 ปี จากกัมปงจามเช่นกัน บอกว่ามาทำงานที่สะพานปลาสงขลามา 7 ปีแล้ว รับเหมาตัดหัวปลา ก่อนที่รัฐบาลจะจัดระเบียบการทำประมงใหม่ มีรายได้ตกวันละ 400-500 บาท แต่ปัจจุบันรายได้ไม่แน่นอน บางวันไม่มีปลา ทำให้มีรายได้น้อย บางวันได้เพียง 70 บาท บางวันถ้ามีปลามากอาจได้ถึง 600 บาท เฉลี่ยแล้วรายได้ต่อเดือนเพียงกว่า 4,000 บาท แต่อยู่ได้เพราะที่พักฟรี ดีกว่าอยู่กัมพูชาที่ไม่มีงานทำ ลูกๆ มีที่เรียน เวลาเจ็บป่วยหากไม่มากนักมาใช้บริการที่ศูนย์สวัสดิภาพฯ แต่ถ้าป่วยมากนายจ้างจะพาไปรักษาฟรีที่สถานพยาบาลบนเกาะยอ แม้จะมีรายได้น้อยลงแต่ก็อยากอยู่ประเทศไทยต่อไป
นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการแก้ปัญหาประมงเพื่อเป็นไปตามของกฎไอยูยูตลอดมา หลังจากที่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังมายาวนาน



