ไลฟ์สไตล์

สองมุมมองของชีวิต

สองมุมมองของชีวิต

28 พ.ค. 2559

สองมุมมองของชีวิต : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

          เวลาเสวนาปราศรัยกันในหมู่เพื่อนฝูง เรามักจะมีแนวคิดที่แตกต่างกันสุดขั้ว เป็น ๒ มิติอยู่เสมอ บางอย่างก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่บางทีเราก็ประเมินไปเองว่า คนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจตรงกัน ก็กลับไม่ตรง เพราะประเมินไปตามความเห็นของตัวเอง ไม่ได้ประเมินไปตามความเป็นจริง เนื่องจากทิฐิ มานะของคนเรา บ่อยครั้งก็บดบัง เบี่ยงเบน ข้อมูล ให้แตกต่างจากความเป็นจริงไปได้ไกลโพ้นเหมือนกัน

           ไม่น่าแปลกใจ ยุคสมัยหนึ่ง น่าจะเกือบ ๒๐ ปี มาแล้ว ชาวพุทธเราถึงขั้นถูกสำนักหนึ่ง ชูประเด็นจนเกือบสำเร็จภารกิจของพวกเขา หมายจะสร้างให้เกิดความแตกแยกของสงฆ์ มานั่งถกเถียงกัน เป็นวรรคเป็นเวรว่า นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา ... เป็นไปได้ ถึงขนาดนั้น โดยหารู้ไม่ว่านิพพาน ไม่อาจพบได้จากการคิดเอา

           วันพระวันนี้ ว่าจะเขียนเรื่องกว้างๆ เบาๆ ให้สาธุชนพิจารณากันเอง ไม่มีใครผิดหรือถูก มีแต่ว่าความคิดหรือทัศนคตินั้นๆ เป็นไปในทำนองคลองธรรมหรือ ชักนำไปสู่หายนะเท่านั้น ผู้เขียนนำเสนอเป็นมุมมองของแต่ละหัวข้อสัก ๗ ประเด็น ดังต่อไปนี้ ...

           ๑.มุมมองการมีลูก

           บ้านหนึ่งคิดว่าต้องมีลูกเยอะๆอย่างน้อย ๔ คน เวลาเราตายจะได้มาช่วยจัดงานศพ (มองแบบจะเห็นแก่ตัว)

           อีกบ้านหนึ่งกลับมองว่าโลกมันแย่ เลวร้ายมากขึ้นสมัยนี้แต่งงานแล้วไม่ต้องมีลูกก็ดี ไม่อยากให้เขาลำบาก (คิดแทนคนอื่นเขา) อยู่กันแบบ ๒ ตายาย

           ๒.มุมมองการคอร์รัปชั่น

           คนไม่โกงกินไม่มีหรอก นักการเมืองที่เขาอาจจะคอร์รัปชั่นบ้าง แต่ก็มีผลงาน เราควรจะยอมรับการโกงแบบสุจริตใจของพวกเขาไว้ ... คนในสังคมกลุ่มหนึ่งกล่าว

           แต่อีกกลุ่มหนึ่ง ยังคงหนักแน่นว่า ... คนดีจริง ต้องไม่โกง มันต้องมีบ้างสินะ คนดี ที่มีฝีมือ แล้วมาอุทิศตนเพื่อชาติ แบบว่า รวยแล้วก็ไม่โกง หรือจนอยู่ก็ยิ่งไม่โกง จะทำอะไรก็จะไม่ทุจริตเด็ดขาด

           ๓.มุมมองชาวพุทธที่มีต่อพระสงฆ์

           หมดสิ้นแล้ว พระอรหันต์ในโลก แม้ว่าไทยเราจะเป็นสายเถรวาทที่เข้มแข็งเพียงใดก็ตาม แต่บรรดาพระสงฆ์ไทย (บางรูป) ก็แพ้ราบคาบต่อ เทคโนโลยี กิเลสตัณหามาทางสมาร์ทโฟนจนหมด  บางรูปพอดังหน่อย ก็คิวยาวเป็นศิลปินใหญ่  ลาภยศสรรเสริญก็ไหลมาเทมา อุบาสิกา ล้อมหน้าล้อมหลัง ดักเฝ้าทั้งกุฏิหน้า ทั้งกุฏิใน? สร้างสมวัตถุเป็นการส่วนตัว ไม่ต่างจากฆราวาสไปหมดแล้ว ... ชาวพุทธส่วนใหญ่กล่าว

           ยังมีชาวพุทธ ยังศรัทธาแม้จะเป็นส่วนที่น้อยกว่า ... ตราบที่ภิกษุ ยังเป็นอยู่โดยชอบ โลกก็ยังไม่สิ้นพระอรหันต์หรอก พระธรรมวินัยยังอยู่ พระพุทธเจ้ายังอยู่ ผู้ใดปฏิบัติตนจนเห็นธรรม ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าเองนั่นแล แม้จะมีพระสงฆ์ บางรูปเสื่อมไป ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลของท่านนั้นๆ พระศาสนา พระธรรมยังคงเป็นสัจนิรันดร์ นำสู่การดับทุกข์ได้จริง น้อมปฏิบัติตามแล้ว จิตของผู้นั้น ก็จะเป็นอริยสงฆ์ได้จริงๆ

           ๔.มุมมองวิถีพุทธของคนในสังคมปัจจุบัน

           เราเป็นคนทำมาหากิน เป็นคนดี ทุกวันนี้ อิฉันก็ไหว้พระไหว้เจ้า ไม่เบียดเบียนใครก็พอแล้ว จะไปทำบุญ ทำทาน นั่งสมาธิ หลังขดหลังแข็ง ปฏิบัติธรรมไปทำไม ไม่ทราบ ... ชาวพุทธตามบัตรประชาชนจำนวนมาก เขาคิดอย่างนั้น

           ในขณะที่ ชาวพุทธอีกไม่ถึงหนึ่งในสิบ กลับคิดว่า โชคดีหนักหนา ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา จะรอช้าอยู่ใย ให้น้อมเอาใจใส่ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย ประกอบกรรมดี ทำบุญทำทาน รักษาศีล ปฏิบัติจิตภาวนา เป็นสม่ำเสมอเหมือนการกินข้าว ที่ต้องทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันดีกว่า

           ๕.มุมมองของ อุบาสก ลูกผู้ชายตัวจริง

           ภาระหน้าที่ต้องดูแลครอบครัว ยังมีอยู่ จะหลีกหนีไปปลีกวิเวกได้อย่างไรกัน อยู่แบบฆราวาส ไม่จำเป็นต้องไปบวช ก็มีส่วนช่วยเผยแผ่ธรรม ประกอบกุศลกรรมได้ บางทีสะดวก คล่องตัวกว่าพระสงฆ์อีกนะ ไม่มีกฎระเบียบหยุมหยิมด้วยซ้ำ … อุบาสก กว่า ๘๐% ของชาติเขาคิดกันแบบนั้น

           อีกไม่ถึง ๒๐% … กลับมองว่า หากเสร็จสิ้นภารกิจทางโลก หลังวางรากฐาน ปูทางให้คนรุ่นหลัง ลูกเต้าจนแน่นแล้ว ก็ไม่รู้จะอยู่เป็นฆราวาสต่อไปทำไม ระยะเวลาที่เหลือของชีวิต หลังผ่านทั้ง ๒ อาศรมแรกแล้ว (พรหมจารี, คฤหัสถ์) แล้ว ก็ปรารถนาจะมุ่งสู่อีก ๒ อาศรมที่เหลือ คือ วนปรัสถ์ และสันยาสี บวชเป็นพระ ปฏิบัติเข้ม สำเร็จประโยชน์ตน ทำประโยชน์ท่าน โปรดคนพ้นทุกข์ได้

            ๖. มุมมองเรื่องกฎแห่งกรรม

           ทำดีได้ดีมีที่ไหน–ทำชั่วได้ดีมีถมไป ... ดูสินักการเมืองคนโน้น นี้ นั้น รับประทานอิฐหินปูนทราย โรงบำบัดน้ำเสีย สนามบิน ฯลฯ กินกันจนอ้วนเป็นมหาเศรษฐี ใครๆ ก็รู้ ไม่เห็นพวกเขา จะเสวยผลแห่งกรรมชั่วนั้นที่ตรงไหน (คือ ยังมองไม่เห็นในชาตินี้) หมดสมัยการทำดีแล้ว สังคมยุคนี้ เขานับถือเงินตรามากกว่าความดี กฎแห่งกรรม ไม่มีจริงหรอก ... คนส่วนหนึ่งในชาติคิดแบบนี้

           ในขณะที่ คนส่วนน้อย ยังหนักแน่นอยู่ว่า ... สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีได้ดี–ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกระบวนการที่มีอยู่จริง เพียงแต่ ชีวิตคนเรา มิได้ตั้งอยู่นานพอจะเห็นผลกรรมของหมู่สัตว์จนครบทุกผู้ทุกคนได้ พระพุทธองค์ทรงสอน ไม่ให้ประมาทแม้ อกุศลกรรมเพียงน้อยนิด ทั้งยังเน้นย้ำให้เราหมั่นสร้างกุศลกรรม ไม่ปรามาสแม้จะเป็นการทำความดี เพียงเล็กน้อย ก็ตาม
๗.มุมมองเรื่อง การเจ็บป่วยและความตาย

           “เท่าไหร่ผมก็มีปัญญาจ่าย ขอให้หมอรักษาพ่อผมจนหายจากมะเร็งร้ายนี้ให้ได้” ... เขาเพิ่งจะ ๙๐ เอง แกแข็งแรง ออกกำลังทุกวัน ไม่ใช่เวลาที่จะต้องจากไปเลย .... สรุปลูกชายยอดกตัญญูนายนี้ จะไม่ยอมรับสภาพอาการของบิดาผู้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เอาเสียเลย

           ในขณะที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไม่ให้เราหอบสังขารหนีความตาย พระพุทธเจ้า ไม่เคยวิ่งโร่เข้าโรงพยาบาลชั้น ๑ หรือ ร้องเรียกหาหมอเทวดาแต่อย่างใด นอกจากพระองค์จะยอมรับในความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของธาตุขันธ์แล้ว พระองค์ยังทรงใช้ร่างกายของตน เป็นเครื่องเตือนสติ แสดงธรรมกับสาวกทั้งหลาย มิให้ประมาทด้วยซ้ำไป ดังมีพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า ... “ความแก่ มีอยู่ในหนุ่มสาว, ความเจ็บไข้ มีอยู่ในความไม่มีโรค, ความตาย มีอยู่ในชีวิต” และ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

เหรียญมีสองด้าน มติคนมี สองมุมเสมอ

  อยู่ที่จิตเธอ เผลอไผ ประมาทแค่ไหน

  หากขาดสติ มุมมองเธอ ก็อาจผิดไป

  ใช่เดินสู่นิพพานไม่ กลายเป็น ทิฐิมิจฉา

  โบราณว่า สองคนยลตามช่อง

  คนหนึ่งเห็นโคลนตม อีกคนกลับเห็นดาว

  จิตจะตื่นรู้ หรือหลับไหล ยืดยาว

  อยู่ที่เชาว์ ปัญญา พิจารณาโลกเอยฯ