ไลฟ์สไตล์

ดูแลสุขภาพ : วัคซีนสำหรับชายรักชาย

ดูแลสุขภาพ : วัคซีนสำหรับชายรักชาย

25 พ.ค. 2559

ดูแลสุขภาพ : วัคซีนสำหรับชายรักชาย

 
                    จากสถิติของกรมควบคุมโรค ประมาณการว่า ชายไทยอายุ 15-49 ปี เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายขั้นต่ำประมาณ 3% หรือ 550,571 คน ในปี 2553 แต่เฉพาะใน กทม.ตัวเลขประมาณการอาจจะสูงกว่านี้ อาจจะอยู่ที่ 2 แสนกว่าราย ที่สำคัญพบว่าชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายพบการติดเชื้อเอชไอวี และเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเชื้อเอชพีวี (Human papilloma virus) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุด
 
                    โดยชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและติดเชื้อเอชพีวีนั้น พบว่าจะมีการติดเชื้อเอชพีวีทุกชนิดร่วมด้วยถึง 85% เป็นเชื้อเอชพีวีชนิดที่มีความเสี่ยงสูง 58% โดยเชื้อเอชพีวีสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัส ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางปาก ช่องคลอด ทวารหนัก ทั้งที่มีการสอดใส่อวัยวะหรือไม่มีการสอดใส่อวัยวะขณะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ และเชื้อเอชพีวีเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหูด ทั้งหูดหงอนไก่ หูดตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆ รวมถึงในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจด้วย นอกจากนี้เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกในสตรี มะเร็งเยื่อบุทางเดินอาหาร มะเร็งเยื่อบุทางเดินหายใจ มะเร็งองคชาตและทวารหนักด้วย
 
                    ซึ่งการติดเชื้อเอชพีวีไม่ขึ้นกับการติดเชื้อเอชไอวี โดยการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันทางทวารหนักส่งเสริมให้มีการติดเชื้อเอชพีวีมากขึ้น โดยผู้ที่เป็นเกย์ หรือมีเพศสัมพันธ์ทั้งชายและหญิง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งที่สัมพันธ์กับเชื้อเอชพีวีได้สูงกว่าผู้ชายทั่วไป 17 เท่า และพบรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (anal intraepithelial neoplasia) ร้อยละ 68-81 และพบมะเร็งลำไส้ ร้อยละ 25-52 ของชายรักชายที่ติดเชื้อเอชไอวี
 
                    การดูแลป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในชายรักชายจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างเร่งด่วน การส่งเสริมให้ชายรักชายเข้าถึงการดูแลรักษาทางด้านสาธารณสุขเป็นสิ่งที่จำเป็น ในปี พ.ศ.2554 องค์การอนามัยโลกได้มีคำแนะนำ การดูแลป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในชายรักชาย เช่น การส่งเสริมการเข้าถึงการรักษาดูแลทางสาธารณสุข การใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อและแนะนำให้ฉีดวัคซีนตับอักเสบในผู้ที่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและวัคซีนไวรัสเอชพีวีในชายรักชายที่มีความเสี่ยง โดยฉีดเข้ากล้ามบริเวณต้นแขน ครั้งละ 1 เข็ม ฉีดทั้งหมด 3 เข็มภายใน 6 เดือน ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งที่เกี่ยวเนื่องกับเชื้อเอชพีวีสูงถึง 78% และป้องกันหูดได้ถึง 90% โดยภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ในร่างกายได้ยาวนาน อย่างน้อย 30 ปีขึ้นไป
 
 
 
พญ.สุขุมาลย์ สว่างวารี
 
สูตินรีแพทย์และแพทย์
 
เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช
 
รพ.พญาไท 1