
ข้าวถุงจ่อขึ้นราคา..ข้าวเปลือกส่อตกต่ำระเบิดเวลาที่รอองค์กรชาวนาจะลุกฮือ
ในที่สุดอธิบดีกรมการค้าใน "ยรรยง พวงราช" สามารถกล่อมผู้ประกอบการข้าวถุง ที่เตรียมจะปรับขึ้นราคาข้าวถุงอีกถุงละ 10-20 บาทในเดือนสิงหาคม 2552 ให้ชะลอไปก่อนอีก 2 เดือนได้สำเร็จ โดยให้เหตุผลว่า หากมีการปรับราคาข้าวถุงขึ้นในช่วงนี้
อาจส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการบริโภคให้ลดลง ทางกรมการค้าภายใน จึงขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาไว้ 2 เดือน คือสิงหาคม-กันยายน หลังจากที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีการปรับขึ้นมาแล้วถุงละ 10 บาท ตามราคาหน้าถุง จากเดิมที่ขายตามราคาโปรโมชั่น
การเจรจาระหว่างกรมการค้าภายในกับผู้ประกอบการข้าวถุงเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางผู้ประกอบการชี้แจงสาเหตุที่ต้องปรับราคาข้าวถุงใหม่นั้นมาจาก 2 สาเหตุหลักคือ ต้นทุนเพิ่มการผลิตขึ้นเพราะราคาข้าวเปลือกที่ปรับราคาสูงขึ้น รวมถึงการขอปรับอัตราส่วนกำไรจากห้างโมเดิร์นเทรดมายังผู้ประกอบการ และอีกสาเหตุหนึ่ง มาจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งนายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย "สมฤกษ์ ตั้งพิรุฬห์ธรรม" ยืนยันว่า วัตถุดิบที่ขาดแคลนในขณะนี้ คือข้าวหอมมะลิเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความต้องการสูงทั้งภายในและนอกประเทศ รวมถึงการไม่ระบายสต็อกของรัฐบาลทำให้มีปริมาณข้าวในตลาดน้อยและราคาต้องสูง
การที่ผู้ประกอบการข้าวถุงประกาศจะปรับราคาข้าวถุงนั้น เกิดจากก่อนหน้านี้ วัลลภ มานะธัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่าย ”ข้าวหงษ์ทอง” ยืนยันว่า การขายปลีกข้าวถุงหอมมะลิจะปรับขึ้นอีก 10-20 บาทในเดือนสิงหาคมนี้ สาเหตุมาจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ส่งผลกระทบต่อกลไกตลาด ทำให้ข้าวไม่พอกับความต้องการของผู้บริโภค เพราะข้าวอยู่ในสต็อกข้าวของรัฐบาลมีถึง 7 ล้านตัน
ขณะที่ รุจน์ ทรัพย์นิรันดร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปทุมไรซ์มิลล์ แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวมาบุญครอง บอกว่า เอกชนต้องการส่งสัญญาณให้รัฐรู้ว่า ตลาดข้าวถุงขณะนี้มีแรงบีบจากต้นทุนข้าวสารเพิ่มขึ้น 5-15% และมีกลไกห้างค้าปลีก ที่จัดโปรโมชั่นราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทำให้ยังยื้อขายในราคาเดิม หากต้นทุนข้าวเพิ่มขึ้น ข้าวถุงราคาขยับขึ้น
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่า กรณีที่สมาคมข้าวถุงยังมีความกังวลว่า วัตถุดิบที่จะขาดแคลนเพราะรัฐบาลไม่ระบายข้าวในสต็อกออกมานั้น ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดระบายข้าวหอมมะลิผ่านทางตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ไปแล้วจำนวน 3 แสนตัน และจะมีการเปิดประมูลข้าวหอมมะลิอีกจำนวน 7 หมื่นตันในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ รวมถึงมติในการระบายข้าวเปลือกของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เชื่อว่าสถานการณ์ข้าวจะคลี่คลายในเดือนสิงหาคมนี้
การที่ทางสมาคมข้าวถุงไทยที่จะปรับราคาในครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าจะขึ้นเฉพาะข้าวสารบรรจุถุงเท่านั้น หากแต่ข้าวสารที่ขายปลีกแบบชั่งเป็นกิโล ก็ต้องปรับขึ้นเช่นกัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะสวนทางกับราคาข้าวเปลือที่นับวันจะตกต่ำ เนื่องโรงสีไม่สามารถรับซื้อได้เพราะข้าวเก่ายังสต็อกอยู่ ซึ่ง ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า การที่ราคาข้าวขาดตลาดที่ส่งผลให้ราคาข้าวจะปรับขึ้นเกิดมาจากที่รัฐบาลไม่ทำงานหรือทำงานไม่เป็น ทั้งที่โครงการรับจำนำข้าวได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 แต่รัฐบาลไม่ยอมให้โรงสีแปรรูป ทำให้ข้าวเก่าที่โรงสีที่รับจำนำไว้เต็มสต็อก เพราะไม่สามารถแปรรูปได้ ขณะที่ข้าวลอตใหม่ที่ชาวนากำลังเก็บเกี่ยว โรงสีไม่สามารถรับซื้อไป เพราะไม่มีที่เก็บ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวนาเป็นอย่างมาก และอนาคตมีแนวโน้มว่าราคาข้าวจะตกต่ำแน่นอน รัฐบาลต้องก้ปัญหาด้วยการให้โรงสีแปรรูป เพื่อระบายข้าวออก มิฉะนั้นชาวนาทั้งประเทศต้องดำเนินมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน
"ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลทำงานไม่เป็นหรือว่า มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล เพราะทราบมาแว่วๆ ว่า มีนักการเมืองบางคนพยายามจะวิ่งเต้นให้โรงข้าวนึ่งเป็นผู้แปรรูป แต่โรงข้าวนึ่งไม่มีที่เก็บ หากโรงสีไม่มีที่เก็บนั่นหมายถึงว่า ชาวนาขายข้าวไม่ได้แล้วราคาข้าวเปลือกก็จะตกต่ำ ตอนนี้เหลือตันละ 8,000 บาท จึงขอบอกว่ารัฐบาลต้องเดินหน้ากันแล้ว ก่อนที่ชาวนาจะลุกฮือ" นายกชาวนาไทย กล่าว
ด้าน ประมวล ห้วยหงษ์ทอง เจ้าของร้านขายข้าวสารปลีก "สหัสวรรณค้าข้าว" ในตลาดร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ บอกว่า ข้าวสารที่ขายในร้านเป็นข้าวที่ซื้อมาเมื่อเดือนที่แล้ว จึงขายในราคาเดิมได้ แต่ถ้าข้าวถุงปรับตัว จำเป็นต้องปรับตามไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแกะดำ ที่ไม่ลงรอยกับคนที่ยึดอาชีพเดียวกัน แต่เมื่อรัฐบาลได้ให้ระงับไว้ก่อน 2 เดือนก็ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด เพราะข้าวเก่ายังขายไม่หมด
นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างทวนกระแสพอสมควร เพราะข้าวสารจ่อจะปรับราคา แต่ข้าวเปลือกที่มาจากชาวนากลับจะตกต่ำตรง นี่คือปัญหาที่รัฐบาลต้องตอบก่อนที่ชานาจะลุกฮือในอนาคต
ร้านข้าวแกงหนักใจจ่อลดปริมาณ
กัลสกร อนันต์เจริญ เจ้าของร้านข้าวแกง "แม่ประนอม" ตลาดบางพลี(แยกกิ่งแก้ว) ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บอกว่า เดิมที่ขายจำพวกเส้นบะหมี่ เส้นก้วยตี๋ยว วุ้นเส้น ตอนหลังเปิดร้านข้าวแกงอีก 1 ร้าน หากรัฐบาลไฟเขียวให้ข้าวถุงปรับราคาขึ้นมาถุงละ 10-20 บาท เท่ากับขึ้นมา กิโลกรัมละ 2-4 บาท ต้องเดือนร้อนทั้งระบบคนที่เดือดร้อนจริงคือผู้บริโภคทั่วไป เพราะหากข้าวสารขึ้นราคาอย่างอื่นต้องขึ้นราคาตามทั้งข้าวแกง เส้นบะหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น และขนมจีนต้องปรับราคาเช่นกัน
"ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ที่น่าสงสารคือผู้บริโภค ร้านข้าวแกงคงไม่ปรับราคาเพราะสงสารคนกิน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่เป็นสาวโรงงาน แต่ถ้าไม่ปรับเลยเราก็แย่ เพราะทุกวันนี้ขายจานละ 20 บาท กับข้าว 2 อย่าง 25 บาท แทบไม่มีกำไร วิธีแก้ปัญหาคือต้องลดปริมาณให้ลดลงอย่างละนิดทั้งข้าวและกับข้าว เพื่อประคองให้อยู่ได้" ประมวลกล่าว
ด้านเจ้าของร้านข้าวแกงแม่ปราณี ซึ่งเปิด 2 สาขาคือในซอยลาซาล ถนนสุขุมวิท 105 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และศูนย์อาหารอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ถนนบางนา-ตราด บางนากรุงเทพฯ บอกว่า ขายข้าวแกงมา 13 ปีแล้ว หากข้าวสารปรับราคา ร้านข้าวแกงคงเดือดร้อนบ้างแต่ไม่มาก คนที่เดือดร้อนคือผู้บริโภค เพราะถ้าของขึ้น แม่ค้าก็ต้องปรับตามต้นทุน ที่น่าสงสารคือประชาชนนั้นเอง
"ของพี่ดีอย่างหนึ่งที่ร้านในซอยลาซาลขายในโรงงานเอ็นเอส การไฟฟ้า ข้าวสารขึ้นราคาไม่กระทบ เพราะขายเฉพาะกับข้าว ส่วนข้าวทางโรงงานออกให้ ในแต่ละวันขายได้วันละ 3 หมื่นบาท"
ดลมนัส กาเจ



