
'แผ่นดินไหว'คนไทย'ตื่นกลัว'แต่ยังไม่'ตื่นตัว'รับมือ
16 พ.ค. 2559
แผ่นดินไหว คนไทย ตื่นกลัว แต่ยังไม่ ตื่นตัว รับมือ : คอลัมน์ ลุงแจ่มเตือนภัย
เมื่อเกิดแผ่นดินไหว การสูญเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งปลูกสร้างต่างๆ พังถล่ม ซึ่งเหตุที่เชียงรายเมื่อปี 2557 ก็มีอาคารเรียนพังจนใช้งานไม่ได้หลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือโรงเรียนพานพิทยาคม อ.พาน ที่เสียหายเพราะการต่อเติมไม่เหมาะสม จากเดิมเป็นใต้ถุนโล่ง แต่มีการก่ออิฐกั้นห้องที่ชั้นล่าง ทำให้โคนเสาขยับไม่ได้ขณะเกิดแผ่นดินไหว รวมทั้งเสามีเหล็กปลอกห่างเกินไป ผนังแตก จึงต้องทุบทิ้งเพื่อก่อสร้างใหม่ โดยได้รับพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 42.18 ล้านบาท ออกแบบโดยคณะนักวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
รศ.ดร.ไพบูลย์ ปัญญาคะโป หนึ่งในผู้ออกแบบ เปิดเผยว่า ได้เสริมความแข็งแรงของอาคารด้วยกำแพงรับแรงเฉือย ซึ่งเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ปกติใช้กับอาคารสูง โรงเรียนทั่วไปไม่จำเป็น แต่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรมี เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียนจำนวนมาก กำแพงหนา 30 ซม. รวม 6 แผ่น วางกระจายรับน้ำหนักอาคารอย่างสมมาตร พร้อมเสาขนาด 55 ซม. มีเหล็กปลอกแน่นหนา ถือว่าแข็งแรงกว่ามาตรฐานทั่วไปมาก
ทั้งนี้ อ.พาน อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ อ.แม่ลาว เกือบ 30 กม. แต่อยู่บนชั้นดินอ่อน ทำให้แรงสั่นสะเทือนขยายมากขึ้นถึง 1.6 เท่า เมื่อมองไปยังพื้นที่รอยเลื่อนมีพลังของประเทศไทย 14 แห่ง ทั้งยังมีรอยเลื่อนที่มองไม่เห็น รวมถึงพื้นที่ดินอ่อนอย่างกรุงเทพมหานคร ที่นอกจากบ้านและโรงเรียนแล้ว ยังมีอาคารที่มีคนจำนวนมาก ทั้งโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน คอนโดมิเนียม ที่ต้องปรับปรุงอาคารให้ต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้
ในกรณีนี้ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ หัวหน้าโครงการเผยแพร่ความรู้งานวิจัยเรื่อง “การออกแบบ ก่อสร้างและเสริมความมั่นคงอาคารบ้านเรือนต้านแผ่นดินไหวสู่วิศวกรและชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว” ชี้ว่าอาคารสร้างใหม่หลังมี พ.ร.บ.ควบคุมอาคารปี 2550 นั้นไม่มีปัญหา แต่ก็ยังมีอาคารเก่าจำนวนมาก จึงอยากให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะในแนวรอยเลื่อนที่ต้องเร่งปรับปรุง พร้อมจะผลักดันให้มีแบบมาตรฐานสำหรับโรงเรียนและบ้านทั่วไป ช่วยประหยัดค่าออกแบบ ส่วนอาคารเอกชนก็ต้องใช้วิธีขอความร่วมมือ และสิ่งสำคัญนอกจากอาคารที่มั่นคงแล้ว วิธีเอาตัวรอดจากภัยพิบัติก็ควรถูกบรรจุให้หลักสูตรการเรียนของเด็กด้วย
คงถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้อง “ตื่นตัว” รับมือ มิใช่ “ตื่นกลัว” แล้วไม่ทำอะไรเลย



