
ปลูกครามแซมในสวน'หม่อน'ทางเลือกยุคภาคเกษตรตกต่ำ
ปลูกครามแซมในสวน'หม่อน'ทางเลือกยุคภาคเกษตรตกต่ำ : ดลมนัส กาเจ
ข้อมูลในปี 2557 ระบุว่า มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีจำนวนทั้งสิ้น 117,196 ราย เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมหัตถกรรม 71,630 ราย คิดเป็นร้อยละ 61 เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 2,552 ราย คิดเป็นร้อยละ 2 เกษตรกรผู้ทอผ้าไหมและทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม 42,108 ราย คิดเป็นร้อยละ 36 และเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสด 906 ราย คิดเป็นร้อยละ 1 โดยมีพื้นที่ปลูกหม่อนทั่วประเทศอยู่ 56,221.5 ไร่ โดยทางกรมหม่อนไหมได้ให้บริการปัจจัยการผลิต (พันธุ์หม่อน-ไข่ไหม-ไม้ย้อมสี-วัสดุย้อมสี) แก่เกษตรกรตามกลุ่มต่างๆ พร้อมๆ กับการดำเนินโครงการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หม่อนไหม ไม้ย้อมสี ผ้าไหม รวมถึงการต้นครามด้วย
ท่ามกลางที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหา อันเนื่องมาจากภาวะภัยแล้งนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องหันมาปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า เพื่อความอยู่รอดของเกษตรกร โดยการปลูกหม่อน ก็เป็นอีกทางเลือกเพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตเร็ว และมีตลาดรองรับ นอกจากนี้ ยังสามารถปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่ไปกับการปลูกหม่อนเพื่อเสริมรายได้อีกด้วย อย่างล่าสุดกรมหม่อนไหม ส่งเสริมให้ปลูก “คราม” แซมในสวนหม่อน ซึ่งเป็นพืช ตระกูลถั่วสามารถช่วยปรับปรุงบำรุงดิน และให้สีธรรมชาติที่สามารถย้อมผ้าได้ หากเกษตรกรปลูกแล้วนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นวิธีที่จะรักษาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอาไว้ ขณะเดียวกันเกษตรกรยังได้ใช้สีธรรมชาติจากครามเพื่อย้อมเส้นไหมนั่นเอง
นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า คราม (Indigofera) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง และเป็นพืชที่ให้สีธรรมชาติที่ตลาดมีความต้องการสูง ขณะนี้มีเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัดที่ปลูกครามเชิงการค้าโดยเฉพาะในพื้นที่จ.สกลนคร มีการปลูกครามอย่างแพร่หลาย ทั้งการปลูกเป็นพืชเดี่ยวและปลูกตามหัวไร่ปลายนา
สำหรับพันธุ์ครามที่ปลูกมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ครามสายพันธุ์ฝักงอ (ให้เฉดสีน้ำเงินถึงกรมท่าเข้ม) และสายพันธุ์ฝักตรง (ให้เฉดสีฟ้า) ซึ่งเกษตรกรมีการตัดต้นและใบครามมาผลิตเป็นเนื้อครามหรือ “ครามเปียก” จำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ครามเพื่อย้อมสีเส้นใยและย้อมผ้า โดยครามเปียกมีราคาซื้อขายอยู่ที่ 100-150 บาท/กิโลกรัม ซึ่งในช่วงฤดูแล้งครามเปียกจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกครามได้เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยใช้พื้นที่ว่างระหว่างร่องหม่อนให้เกิดประโยชน์ กรมหม่อนไหมจึงได้มอบหมายให้สำนักงานหม่อนไหม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ อุดรธานี สกลนคร และเลย ดำเนินการศึกษาการปลูกครามแซมสวนหม่อน เสริมรายได้ โดยการตัดต้นและใบ และการเก็บเมล็ด ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การปลูกครามแซมในแปลงปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ไม่กระทบต่อการให้ผลผลิตใบหม่อน ขณะเดียวกันต้นครามที่ปลูกยังให้ผลผลิตสูง สามารถนำมาผลิตเป็นครามเปียกป้อนให้ตลาดได้ ซึ่งคาดว่า จะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มสูงขึ้น
ด้าน นายเพ็ชรรัตน์ โยวะบุตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่า การปลูกครามแซมสวนหม่อนทั้งแบบหว่านและแบบหยอดเมล็ด และพันธุ์ครามฝักตรงและฝักงอ ไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นหม่อนและการให้ผลผลิตใบ ซึ่งหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ยังให้ผลผลิตใบถึง 1-2 ตัน/ไร่ ขณะที่ต้นครามก็เติบโตดีและให้น้ำหนักต้นและใบสดรวมกว่า 2,200 กก./ไร่ นำเข้าสู่ขบวนการสกัดเนื้อครามเพื่อผลิตเป็นครามเปียกได้ประมาณ 275 กก. และส่งจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาล นั่นหมายถึงว่าหากราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 150 บาทเกษตรกรจะมีรายได้ไร่ละกว่า 4 หมื่นบาท
นายเพ็ชรรัตน์ แนะนำการปลูกครามแซมในแปลงหม่อนด้วยว่า ให้ปลูกห่างจากแถวหม่อนอย่างน้อย 50 ซม. หากร่องหม่อนกว้าง 2-3 เมตร สามารถที่จะปลูกครามได้ 2 แถว ระยะห่างระหว่างแถว 1 เมตร ระหว่างต้น 30 ซม. แต่ถ้าร่องหม่อนแคบก็ให้ปลูกครามแซมเพียงแถวเดียวโดยใช้วิธีการหยอดหรือหว่านเมล็ด และก่อนที่จะปลูกครามต้องตัดต้นหม่อน ในลักษณะตัดต่ำ เนื่องจากครามเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก
ขณะเดียวกันยังทำให้การจัดการดูแลหม่อนและครามทำได้ง่ายขึ้น ทั้งการใส่ปุ๋ยคอกหลังตัดต่ำ และการใส่ปุ๋ยเคมีโดยนำปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 จำนวน 50 กก. และสูตร 15-15-15 จำนวน 50 กก. มาผสมกัน แล้วแบ่งใส่แปลงปลูกหม่อนและคราม 2 ครั้ง ครั้งละ 75 กก./ไร่ ครั้งแรกใส่เมื่อครามอายุได้ 1 เดือน และให้ใส่อีกครั้งเมื่ออายุ 2 เดือน
ทั้งนี้ การปลูกครามแซมในสวนหม่อนควรเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน หรือเดือนเมษายน-มิถุนายน จะทำให้ครามงอกได้ดีและสม่ำเสมอดีกว่าปลูกในช่วงฤดูฝน หรือหากมีระบบการจัดการน้ำในแปลงหม่อน ก็สามารถปลูกครามได้ตลอดทั้งปี หลังปลูก 3-4 เดือน ครามจะเริ่มออกดอกและติดฝัก ซึ่งจะให้สีมากที่สุด ก็สามารถตัดต้นและใบครามมาผลิตเป็นครามเปียกได้ และยังเก็บเกี่ยวใบหม่อนมาเลี้ยงไหมได้ด้วย
“ถ้าเกษตรกรไม่ตัดต้นและใบครามที่แซมในแปลงปลูกหม่อนมาผลิตครามเปียก ก็สามารถเก็บเมล็ดครามมาจำหน่ายให้ผู้ปลูกครามในเชิงการค้าได้ พื้นที่ 1 ไร่จะให้ผลผลิตประมาณ 60-70 กก. ตอนนี้ตลาดต้องการเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างสูง โดยราคาซื้อขายเมล็ดครามอยู่ที่กก.ละ 400-500 บาท ก็จะมีรายได้เฉลี่ยกว่า 3 หมื่นบาท ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางเสริมรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอีกทางหนึ่ง ดีกว่าทิ้งร่องหม่อนให้ว่างเปล่า ที่สำคัญการปลูกครามแซมในร่องหม่อนยังมีข้อดี คือ สามารถช่วยตัดปัญหาเรื่องวัชพืชในแปลงหม่อน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชลงได้อีกด้วย ทุกวันนี้การปลูกครามใน จ.สกลนคร มีเงินสะพัดปีละนับร้อยล้านบาท” นายเพ็ชรรัตน์กล่าว
การปลูกครามแซมในแปลงหม่อนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร ที่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี หากเกษตรกรสนใจสอบถามได้ที่กรมหม่อนไหม โทรศัพท์ 0-2558-7924-6



