ไลฟ์สไตล์

สัมผัสเกษตรกรริม 'แม่กลอง' เลี้ยงปลาเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

สัมผัสเกษตรกรริม 'แม่กลอง' เลี้ยงปลาเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

15 พ.ค. 2559

ท่องโลกเกษตร : สัมผัสเกษตรกรริม 'แม่กลอง' เลี้ยงปลาเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม : โดย...โต๊ะข่าวเกษตร

 
                    ท่ามกลางที่มีบางคนออกหน้าออกตาต่อต้านการทำเกษตรในรูปแบบของ “เกษตรพันธสัญญา” หรือ “คอนแทร็กฟาร์มมิ่ง” อันเกิดมาจากมีบางคนพยายามป้อนข้อมูลและยกตัวอย่างที่เกษตรกรประสบความล้มเหลว ที่เกิดจากคู่กรณีไม่ปฏิบัติเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำ สัตว์บก รวมถึงการปลูกพืชเศรษฐกิจบางชนิด ขณะเดียวกันหากมองอีกหนึ่งของผู้ที่ทำเกษตรในรูปแบบของคอนแทร็กฟาร์มมิ่งกับบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์อันยาวนาน จะพบว่ามีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
 
                    “เสรี พีระณรงค์” เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีหัวคิดทันสมัยและเป็นผู้บุกเบิกการเลี้ยงปลาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมริมแม่น้ำแม่กลอง ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก็อีกคนหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลา 60 กระชัง และนอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เพื่อนบ้านเลี้ยงด้วยกว่า 40 รายจำนวน 550 กระชั่ง มีผลผลิตส่วนนี้เดือนละ 100 ตัน ขายในราคากก.ละ 60-70 บาท สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจนกลายเป็นเถ้าแก่น้อยไปแล้ว
 
                    ในเขตพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ถือเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรยึดอาชีพเลี้ยงปลามากที่สุดอีกจังหวัดหนึ่ง เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำเป็นปัจจัยสนับสนุน แม้ปัจจุบันนี้ในหลายพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้งก็ตาม แต่พื้นที่ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง โชคดีกว่าพื้นที่อื่นเนื่องเพราะมีลำน้ำที่ใต้เขื่อนทั้งที่เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขาแหลม ทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการเลี้ยงปลาตลอดทั้งปี
 
                    จากการสำรวจของทีมท่องโลกเกษตร พบว่าการเลี้ยงปลาในลำน้ำใน จ.กาญจนบุรีนั้น มีการพัฒนาไปมาก ทั้งเรื่องวิธีการเลี้ยงและการจัดการที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดย เสรี ถือเป็นผู้บุกเบิกการเลี้ยงปลาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ริมแม่น้ำแม่กลอง ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง โดยเสรี ใช้พื้นที่ริมลำน้ำแม่กลองเป็นที่เลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม และปลากะพง ในกระชัง
 
                    จากนั้นนำนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบ “โปรไบโอติก” มาปรับใช้ในการเลี้ยง โดยได้รับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่เป็นเกษตรกรรายแรกในเขต จ.กาญจนบุรี ที่นำระบบนี้มาใช้ตั้งแต่ปี 2555 จนกลายเป็นผู้ผลิตปลาเนื้อคุณภาพที่สามารถส่งปลาเป็นเข้าตลาดสดตั้งแต่เขตพื้นที่ จ.ราชบุรี จนถึงกรุงเทพฯ และยังรับผลิตปลาเพื่อส่งเข้าห้างโมเดิร์นเทรด รวมถึงส่งออกต่างประเทศด้วย
 
                    เสรี บอกเล่าที่มาก่อนตัดสินใจเลี้ยงปลาด้วยระบบโปรไบโอติกมาใช้ว่าเพราะต้องการให้อาชีพเลี้ยงปลาที่ทำอยู่มีความยั่งยืน ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ก่อผลกระทบต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ตลอดลำน้ำ เนื่องจากระบบดังกล่าวอาศัยหลักการ “ป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา” ด้วยการจัดการภายในบ่อเลี้ยงให้ดี เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียและโปรโตซัวที่จะกระทบต่อสุขภาพสัตว์น้ำ ควบคู่กับการใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำในการเลี้ยง โดยจุลินทรีย์จะไปช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เป็นโทษต่อปลาให้ลดลง และช่วยให้เกิดความสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารของปลา คือไปช่วยลดจุลินทรีย์ที่ไม่ดีและเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดี ปลาจึงแข็งแรงและมีภูมิต้านทานป้องกันตัวเองได้ และมีอัตราการเจริญเติบโตดีตามไปด้วย
 
 
สัมผัสเกษตรกรริม 'แม่กลอง' เลี้ยงปลาเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
 
 
                    ที่สำคัญ เสรี บอกว่า จุลินทรีย์ยังทำให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ำดีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งที่ผ่านมากรมเจ้าท่าและกรมประมงก็ควบคุมและตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่าการเลี้ยงในระบบนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
 
                    “ที่ฟาร์มของเราเลี้ยงปลาโดยไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะใดๆ เราใช้จุลินทรีย์โปรไบโอติกผสมอาหารให้ปลากินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และใช้วิตามินเสริมตลอดการเลี้ยงเพื่อให้ปลาแข็งแรง สร้างภูมิต้านทานได้ตามธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาโรค ปลาที่ได้จึงมีคุณภาพดี ไม่มีสารเคมีตกค้างและยังช่วยให้แหล่งน้ำไม่มีสารเคมีปนเปื้อน เป็นการช่วยรักษาคุณภาพของแหล่งน้ำธรรมชาติเอาไว้” เสรี กล่าว
 
                    เสรี บอกถึงเคล็ดลับในการเลี้ยงปลาห้มีประสิทธิภาพว่า เริ่มใช้วิธีการอนุบาลลูกปลา โดยนำลูกปลาขนาด 0.35 กรัม มาเลี้ยงในกระชังขนาด 5 เมตร ยาว 5 เมตร ลึก 2 เมตร เริ่มแรกจะปล่อยปลา 5,000 ตัวต่อกระชัง เลี้ยงต่อประมาณ 1 เดือน จนมีน้ำหนักประมาณ 10 กรัม แล้วจึงแบ่งปลาออกครึ่งหนึ่งเหลือ 2,500 ตัวต่อกระชัง เพื่อลดความหนาแน่น เลี้ยงต่อไปอีก 45 วัน ปลาจะมีน้ำหนักประมาณ 30-40 กรัม จากนั้นนำไปเลี้ยงต่อเป็นปลารุ่น เลี้ยงที่ความหนาแน่นกระชังละ 1,500 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงอีก 4 เดือนจะได้ปลาเนื้อน้ำหนักประมาณ 900-1,000 กรัม พร้อมจับส่งตลาดต่อไป
 
                    การอนุบาลลูกปลามีข้อดีตรงที่ปลาจะมีภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องทำวัคซีนให้ปลา ที่จะให้ปลาเลี้ยงง่ายขึ้น เสียหายน้อยลงเพราะแข็งแรงนั่นเอง อัตราการเลี้ยงรอดหลังอนุบาลอยู่ที่ประมาณ 80-90% และการเลี้ยงในพื้นที่เดียวกันเช่นนี้ทำให้ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ค่าพันธุ์ปลาก็ลดลงมากเพราะเราซื้อลูกปลาขนาด 0.35 กรัม ในราคา 60 สตางค์ต่อตัว ขณะที่ปลาอนุบาลแล้วที่น้ำหนัก 30 กรัม ราคาตัวละ 6 บาท
 
                    ส่วนวิธีการดูแลรักษาปลาที่เกิดการติดเชื้อปรสิตชนิดต่างๆ เช่น ปลิงใส เห็บระฆัง ฯลฯ มีเคล็ดลับง่ายๆ คือใช้เกลือในการกำจัดปรสิต โดยใช้วิธีล้อมปลาในกระชังด้วยผ้าใบ จากนั้นจะใช้เกลือเจือจางในปริมาณเกลือ 15 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลาไว้ประมาณ 5 นาที วิธีการนี้สามารถกำจัดปริสิตที่ติดภายนอกได้ทั้งหมด และไม่ส่งผลกระทบหรือเกิดการตกค้างในตัวปลา
 
                    สำหรับปลาที่ตายในระหว่างการเลี้ยง เสรีบอกว่าไม่มีการทิ้งในแหล่งน้ำ แต่จะนำไปหมักกับจุลินทรีย์ในถังหมัก เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพสำหรับไปแจกจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ ทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรรอบข้างและไม่สร้างผลกระทบให้แก่แหล่งน้ำไปในคราวเดียว
 
                    นับเป็นการเลี้ยงปลาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาที่จะช่วยสร้างทั้งอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภคและยังเป็นการสร้างอาชีพยั่งยืนด้วยแนวทางการอนุรักษ์แหล่งน้ำไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
 
 
 
----------------
 
(ท่องโลกเกษตร : สัมผัสเกษตรกรริม 'แม่กลอง' เลี้ยงปลาเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม : โดย...โต๊ะข่าวเกษตร)