ไลฟ์สไตล์

ความเงียบอันประเสริฐ

ความเงียบอันประเสริฐ

13 พ.ค. 2559

ความเงียบอันประเสริฐ : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ






คารวาลัยอาจารย์รัญจวน

           ท่านอาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง

           ละแล้วซึ่งหลักแหล่งในโลกหล้า

           “ลอยธรรมะมาลัย” ในชีวา

           เข้าถึงความธรรมดาสถาวร

           "...ดิฉันเป็นนักวิจารณ์ เป็นนักอ่าน

           เป็นอาจารย์เป็นครูเป็นผู้สอน

           อ่านหนังสือมากมายไม่ขาดตอน

           แต่ใจยังทุกข์ร้อนเป็นฟอนไฟ

           หลวงปู่ชาให้มาหาอาจารย์

           ทำอย่างไรจึงจะผ่านความทุกข์ได้"

           ท่านพุทธทาสนิ่งฟังอย่างตั้งใจ

           แล้วบอกให้เลิกอ่านหนังสือปวง

           "ต่อไปนี้ให้อ่านเพียงเล่มเดียว

           จะช่วยเยียวยาใจยิ่งใหญ่หลวง

           คือหนังสือเล่มใหญ่อยู่ในทรวง

           "จิต"หนึ่งดวงจงสำรวจอ่านตรวจทาน"

           อาจารย์รัญจวน นักวรรณกรรม

           จึงอ่าน“จิต”เป็นประจำทำการบ้าน

           หนังสือเล่มใหญ่นี้ที่บันดาล

           อาจารย์อ่านจบแล้ว...วางลงแล้ว!

           เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประพันธ์

           เป็นเรื่องที่น่าปีติอะไรเช่นนี้ หากชีวิตของคนคนหนึ่ง ในยามที่จากไปแล้ว จะมีสาธุชน มารวมตัวกัน สวดมนต์ ปฏิบัติธรรมกันหลายๆวัน ในหลายๆ สถานที่ เพื่ออุทิศส่วนกุศล หรือเป็นการแสดงมุทิตาจิตให้แก่ท่านผู้วายชนม์คนนั้น อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง เป็นหนึ่งในนั้น

           ผู้เขียนเอง ถือโอกาสไปแสดงมุทิตาจิต ในฐานะลูกศิษย์ท่านคนหนึ่งเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล เป็นวันที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพฯ) จัดขึ้นเป็นพิเศษ

           บรรยากาศในวันนั้นน่าทึ่งทีเดียว สาธุชนพร้อมใจกันมาถือศีล ๘ สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ ฟังเทปบรรยายธรรมของอาจารย์แม่ และมีครูบาอาจารย์เวียนกันมามาเทศน์ ฯลฯ ที่ว่าน่าทึ่ง เพราะเป็นการรวมตัวกันอย่างเงียบๆ ไม่มีประกาศลงบนหน้าหนังสือพิมพ์อะไรมากมาย แต่กลับเป็นระเบียบ เฉียบขาดและมีพลังยิ่งนัก

           อาจารย์แม่รัญจวน ศรัทธาหลวงปู่ชา สุภัทโท และเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านในช่วงต้นของชีวิตที่เข้าสู่หนทางธรรม จากนั้นก็มาศึกษาธรรมจากท่านอาจารย์พุทธทาส จนกลายเป็นแม่ทัพธรรมคนสำคัญคนหนึ่งในสวนโมกข์ทีเดียว ท่านเป็นต้นแบบ( Role model) ของลูกผู้หญิงในศตวรรษนี้ที่ทำให้เห็นถึงการรักษาชีวิตพรหมจรรย์ สามารถทำได้แม้เป็นฆราวาสเพศแม่ ไม่จำเป็นต้องติดในรูปแบบ คือ บริสุทธิ์ได้ แม้จะไม่ได้บวชชีหรือบวชเป็นภิกษุณีก็ตาม

           กลิ่นของศีล นั้น หอมทวนลม ขจรไกลไปหลายร้อยโยชน์ ใครอยากได้ประโยชน์จากบุคลาธิษฐาน ให้ศึกษางานการประพฤติ ปฏิบัติของอาจารย์แม่รัญจวนดู จะซาบซึ้งใจในความเด็ดเดี่ยวของท่านอย่างมหาศาล

           ท่านเคยเล่าเทคนิคการมีชีวิตพรหมจรรย์ อยู่ในโลกมนุษย์นั้น ทำได้ โดยที่ไม่ต้องบวช ด้วยซ้ำไป แต่ต้องมีความแน่วแน่ ชัดเจนที่จะกระทำ คือ

           ๑.ชีวิตพรหมจรรย์ ต้องเป็นชีวิตเดี่ยว อิสระ ไม่ข้องเกี่ยวหรือสุงสิงกับใครใดๆทั้งปวงเลย หมายถึง ภายนอก เราอาจเกี่ยวข้อง มีปฏิสัมพันธ์กันไปตามการทำงาน ตามหน้าที่ แต่ภายในแล้ว หนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหว หรือไม่สุมหัว พูดจาล้อเล่นไร้สาระนินทาใคร อะไรเลย

           ๒.เป็นชีวิตที่ “จืด” จากรสทั้งปวง... มิใช่หมายความว่า ชีวิตพรหมจรรย์นั้นจะจืดชืดแต่อย่างใด แต่หมายถึง มันไม่ติดรสอร่อยทั้งปวง ไม่ถูกล่อลวงโดยสุขทางกามคุณ กิเลสตัณหา เพราะฉะนั้น ชีวิตที่จืดแบบพรหมจรรย์นั้น จึงเป็นความบริสุทธิ์ ปราศจากทุกข์ สุขเย็นได้ โดยไม่ต้องการรสชาติใดๆ คล้ายๆพุทธพจน์ที่ว่า สุขอื่นนอกเหนือจาก สงบ เป็นไม่มี (นัตถิ สันติ ปะรัง สุขขัง)

           ๓. เป็นชีวิตที่ “ไม่มี” จริงๆ คือ ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน สมบัติใดๆ หรืออีกนัยหนึ่ง คือจะมีก็เพียงเพื่อเลี้ยงชีพไปวันๆ มีโดยไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นแต่อย่างใด เมื่อปราศจากอุปาทาน ความยึดมั่นในการมี การเป็นแล้ว ชีวิตพรหมจรรย์จึงอยู่อย่าง ไม่อยากได้ – ไม่อยากเอา – ไม่อยากเป็น อะไรเลย

           ๔. เป็นชีวิตที่อยู่เหนือโลกสมมุติอย่างสิ้นเชิง ... เพราะเข้าถึงสัจธรรมแล้ว อะไรๆก็กลายเป็นธรรมดาของธรรมชาติไปหมด เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ก็ล้วนเป็นไปตามกระบวนการของมัน เช่นนั้นเองๆๆ จิตมันยกขึ้นจากโลกสมมุติ โดยปริยาย

           ๕.รู้กฎธรรมชาติ รู้กฎอิทัปปัจจยตา รู้หลักปฏิจจสมุปบาท และหลักอริยสัจ ๔ อย่างชำนาญ ... ดังนั้น ท่านจึงทำหน้าที่ของชีวิต ตามกฎแห่งธรรมชาติ อย่างสะอาด หมดจด งดงามและเป็นประโยชน์ จวบจนวัยใกล้ ๙๕ ปี

           ท่านอาจารย์แม่รัญจวนคืนสู่ธรรมชาติในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

           พูดตามตรง ใครก็ตาม หากทำได้จริงในหลักการทั้ง ๕ ข้อนี้ ก็คือ “พระ” ดีๆนี่เอง เป็น “พระ” ที่ปรากฏอยู่ที่ “จิต” แม้จะมิได้นุ่งห่มจีวร หรือ ปลงผมบวชชี ก็ตาม แต่การบรรลุธรรมทางจิตนั้น จะเกิดขึ้นได้แน่ ด้วยการประพฤติชีวิตพรหมจรรย์ตามหลักการนี้ เพราะมันไม่มีเปิดช่องให้หมู่มารเลย โลภ-โกรธ-หลง จะเข้ามาทางไหนได้, อุปาทาน การยึดถือมั่น ตัวกู-ของกู ก็จางหาย มลายสิ้น จนไม่เหลือเชื้อ ในที่สุด

           ระหว่างเดินในลานแสดงธรรมอยู่นั้น พี่หมอบัญชา พงษ์พานิช เดินเข้ามาทัก ผมปรารภกับท่านว่า ....

           “เราต้องยกให้อาจารย์แม่ เป็นปูชนียบุคคลเลยนะครับ”

           “ไม่ต้องหรอก ... นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ”

           จริงอย่างนั้นครับ... มีเพียง การเดิน ที่ไม่มีผู้เดิน (No walker behind walking) มีเพียง “ความดี” ที่ไม่มี “คนดี” เพราะ “คนดี” ไม่มีวันตายในทางโลก ส่วน “ความดี” นั้น ไม่มีตายในทางธรรม ครับ กุศลกรรม ธรรมะ จะส่งผลเป็นแรงเหวี่ยง เป็นพลังที่ต่อเนื่อง (Momentum) เป็นสัจนิรันดร์

           ความดีที่ท่านทำ มีคุณค่า เปี่ยมพลังมหาศาล แต่ก็ทำกันอย่างเงียบๆ เพราะฉะนั้น “ความเงียบ” ที่ท่านทำมาโดยตลอดชีวิตนั้น จึงเป็น “ความเงียบ” ที่อึกทึก ครึกโครมในธรรม เสียนี่กระไร

           ท่านอาจารย์แม่รัญจวนเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๖๔ คืนสู่ธรรมชาติในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ อย่างสงบงามสมเป็นแม่ทัพธรรมหญิงในยุคนี้อย่างแท้จริง

           “คนดี” จริง ไม่มีซึ่งอัตตาตัวตน

           ล่องหน คล้ายสายลม ในอากาศ

           “ความดี” ที่ท่านทำสิ ประหลาด

           มันประกาศ ให้โลกเห็น เย็นชื่นใจ

           ชีวิตท่าน ทำความดี อยู่เสมอ

           โลกชื่มชม ชีวิตเธอ เป็นเป้าหมาย

           อยู่พรหมจรรย์ ศีลงามงด จนบั้นปลาย

           ท่านรัญจวน ทำอย่างไร ให้พิจารณาฯ