ไลฟ์สไตล์

สังเกตสัญญาณเตือนจากอากาศร้อนจัด

สังเกตสัญญาณเตือนจากอากาศร้อนจัด

11 พ.ค. 2559

ดูแลสุขภาพ : สังเกตสัญญาณเตือนจากอากาศร้อนจัด

 
                    จากสถิติอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดในปี 2558 ขึ้นสูงถึง 43.1 องศาเซลเซียส ในปี 2559 อุณหภูมิความร้อนระอุยังเทียบเท่าและมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นอีก โดยปกติร่างกายคนเราจะรับมือกับความร้อนได้แตกต่างกัน ทั้งนี้ควรเตรียมพร้อมรับมือป้องกันป่วย 4 โรคจากสภาวะอากาศร้อนจัด
 
                    โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion) เกิดจากการเสียเหงื่อมาก ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ อาการแสดงเริ่มต้นคือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เป็นตะคริว ต้องรีบแก้ไขก่อนนำสู่โรคลมแดด
 
                    โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) เกิดจากความร้อนภายใน เช่น การย่อยอาหาร การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ต้องระบายความร้อนทางเหงื่อ ถ้าอากาศภายนอกร้อนกว่าภายในร่างกาย ร่างกายก็จะไม่สามารถระบายความร้อนได้จนมีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม อาจคลื่นไส้ อาเจียน ตัวร้อนจัดร่วมด้วย ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
 
                    โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) เกิดจากการที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งนานเกินไป ร่างกายมีความร้อนและเกิดการเกร็ง ทำให้เป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อแขนขา หรือหลัง เนื่องมาจากการขาดน้ำและเกลือแร่
 
                    ผิวหนังไหม้แดด (Sunburn) เกิดจากการที่ผิวหนังถูกแสงแดดเผา มีอาการแสบร้อน คัน มีตุ่มพอง ผิวหนังลอก อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียร่วมด้วย
 
                    สังเกตได้ว่าอาการส่วนใหญ่ที่เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป หรือระบายความร้อนไม่ได้ คือ วิงเวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน สัญญาณเตือนภัยจากความร้อนเหล่านี้อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะใน 6 กลุ่มเสี่ยง ดังนี้ 1.ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เช่น ออกกำลังกาย กรรมกรก่อสร้าง เกษตรกร 2.เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ 3.ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง 4.คนอ้วน 5.ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ และ 6.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
 
                    เมื่อรู้อย่างนี้แล้วควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมรับอากาศร้อนด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด เช็ดตัวหากร้อนจัด ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือประมาณวันละ 2 ลิตร สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF15 ขึ้นไปก่อนออกแดด 30 นาที เด็กเล็กหรือคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยควรดูแลเป็นพิเศษ โดยจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือห้องที่ระบายอากาศได้ดี อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อนหรือเหนื่อยเกินไปของเด็กและคนชรา อย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
 
                    ในกรณีที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง กลางแดดร้อน ให้ดื่มน้ำเย็น 2-4 แก้วทุกชั่วโมง หากเสียเหงื่อมากให้ดื่มน้ำเกลือแร่ในช่วงที่อากาศร้อนจัดมาก ขอให้ประชาชนควรอยู่ในอาคาร ส่วนวิธีที่ดีที่สุดในการลดอุณหภูมิของร่างกายคือ ให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว
 
                    หากพบผู้ที่มีอาการข้างต้น เหงื่อออกมากผิดปกติ พูดช้า เดินโซเซ ให้รีบพาผู้ป่วยเข้าพักในที่ร่ม อากาศปลอดโปร่งทันที เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น เพื่อลดระดับความรุนแรงของอาการ เมื่อร่างกายได้รับความร้อนมากจะสั่งการให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังเพื่อกระตุ้นเหงื่อออก สั่งการให้เลือดไปเลี้ยงไตเพื่อให้ปัสสาวะ และเลือดอาจไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หากช่วยชีวิตได้ไม่ทันเวลาไตอาจจะวาย ทางที่ดีควรรีบระบายความร้อนตั้งแต่เริ่มมีอาการเพลียแดด ก่อนจะเข้าสู่ขั้นของโรคลมแดด ซึ่งในกรณีอาการรุนแรงมีแนวโน้มเสียชีวิตสูง
 
 
 
นพ.ธรรมรงค์ นิมจิรวัฒน์
 
แพทย์หัวหน้าศูยน์ตรวจสุขภาพ
 
โรงพยาบาลไทยนครินทร์