
วช.ผนึกเครือข่ายไร้ หมอกควัน
10 พ.ค. 2559
วช.ผนึกเครือข่ายไร้ หมอกควัน ทุ่มงบวิจัยสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน : บายไลน์...สุรัตน์ อัตตะ
การเกิดขึ้นของหมอกควันในประเทศไทยที่เป็นปัญหามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือเกือบทุกจังหวัดจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในชว่งหน้าแล้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งในเชิงธุรกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว แม้ที่ผ่านมาจะมีหน่วยงานจากทุกภาคส่วนพยายามแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ทำได้แค่การหยุดเผาป่า พื้นที่การเกษตร เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน
สุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการเสวนาหัวข้อ "ประเทศไทยไร้หมอกควัน" (Haze Free Thailand) ว่า ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ประเทศไทย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและนับวันมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสภาวะแห้งและลมสงบนิ่ง ทำให้ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนนพื้นที่เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว สังคม เศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและยังส่งผลต่อสุขภาพ ของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อโรคต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่ง วช.ได้เห็นความสำคัญของปัญหาหมอกควัน จึงสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน
“ที่ผ่านมามีผลงานวิจัยที่ วช.ได้นำไปช่วยแก้ไขปัญหา คือการวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพสู่ชุมชนเพื่อการเรียนรู้และลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในอากาศในชุมชนภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากป่า และการเผาฟางข้าวในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มความสมบูรณ์และการกักเก็บน้ำในดินของพื้นที่สูงโดยการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปลงเป็นถ่านชีวภาพและการติดตามประเมินผลการปล่อยมลพิษทางอากาศจากไฟป่าในภาคเหนือของประเทศ แต่เนื่องจากงานวิจัยที่ผ่านมาเป็นการวิจัยแบบไม่ต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่ได้” เลขาธิการ วช.กล่าว
ทั้งนี้ วช.และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) เห็นควรให้การสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ภายใต้ทุนวิจัยโครงการท้าทายไทย ในหัวข้อ “ประเทศไทยไร้หมอกควัน” (Haze Free Thailand) โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นแกนนำ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหา อย่างไรก็ตาม วช.ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะสามารถลดปัญหาหมอกควันในประเทศไทยได้อย่างยั่นยืนในอนาคต
ขณะที่ ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวในเวทีเสวนา “ประเทศไทยไร้หมอกควัน” (Haze Free Thailand) ช่วงหนึ่งว่า ปีงบประมาณ 2559 เป็นปีแรกที่ วช.ได้ให้ทุนแนวใหม่ที่นอกเหนือจากงานวิจัย มุ่งเป้า 25 เรื่อง เช่น โครงการท้าทายไทย โครงการวิจัยตอบสนองนโยบาย/เป้าหมายรัฐบาลและตามระเบียบวาระแห่งชาติ และโครงการภายใต้โครงการท้าทายไทย ซึ่งโครงการไร้หมอกควันเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้โครงการท้าทายไทย และมีการบริหารทุนวิจัยลักษณะโครงการความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการวิจัย ซึ่งต้องการงานวิจัยที่มีผลกระทบสูง เกิดประโยชน์ชัดเจน เป็นเสมือน “ฟาสต์แทร็ก” ซึ่งมีระยะเวลาวิจัยไม่ถึง 5 หรือ 10 ปี โครงการวิจัยไทยไร้หมอกควันจึงถือเป็นงานวิจัยนำร่องการให้ทุนในลักษณะนี้ ซึ่ง วช.หวังว่าจะประสบความสำเร็จและเป็นโครงการตัวอย่างให้แก่โครงการอื่นๆ ต่อไป
“วันนี้เราอยากให้ วช.และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (ศอบช.) ได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งตรงนี้เรามีแนวคิดแล้วว่า ถ้าเป็นปัญหาใหญ่จากหลายสาเหตุ ต้องมีการแก้ไขจากหลายภาคส่วน มีการทำงานบูรณาการร่วมกัน เราก็พบว่าเรื่องหมอกควันเป็นปัญหาใหญ่ในภาคเหนือ มีผลกระทบทางธุรกิจ การท่องเที่ยว ตลอดจนความเป็นอยู่ของประชาชน ถ้าเราเอาการวิจัยมาแก้ปัญหาร่วมกันก็จะเกิดผลดีต่อประเทศชาติ” ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวย้ำ
ด้าน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยอมรับว่า ปัญหานี้อยู่กับกรมควบคุมมพิษมานานก็ยังหาทางออกไม่เจอ เพราะไม่ใช่ปัญหาเชิงเดี่ยว แต่เป็นปัญหาที่นับวันที่จะซับซ้อนขึ้่นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงปัญหาดังกล่าว จึงอยากฝากทีมวิจัยเอาปัญหาที่เกิดขึ้นไปเริ่มวิจัยว่าเกิดขึ้นในช่วงไหน ยิ่งปีนี้อากาศแล้งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอ่งเชียงใหม่- ลำพูนไม่เหมือนใคร เพราะฉะนั้นทีมวิจัยจะต้องไปเกาะประเด็นนี้ให้ชัดเจน
“ปีนี้เป็นปีแรกนะครับที่ดอยสุเทพเกินค่ามาตรฐาน จึงฝากทีมวิจัยด้วยว่า มันมาอย่างไร หรือปัจจัยที่เอื้ออำนวยในการกระจายคืออะไร ที่จริงในช่วงหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา เราก็ไปเจาะมาแล้ว ก็ทราบว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ เผาพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูง พื้นที่มีความลาดชัน พื้นที่ศักยภาพไม่เหมาะและต้องมองในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วยหรือเขตกรรมสิทธิ์และเขตป่าตรงนี้จะบริหารจัดการอย่างไร จะต้องจัดการอย่างไรเป็นพิเศษ ถ้าเราแก้ปัญหารากไม่ได้ ปัญหาตรงนี้เป็นปลายทางไม่สามารถที่แก้ได้”
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยังย้ำด้วยว่า ในส่วนของปัญหาหมอกควันระหว่างประเทศนั้น โดยเฉพาะผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้าน กรมควบคุมมลพิษก็เป็นหน่วยงานประสานโดยตรง ทั้งกรณีปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในภาคใต้และอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำแผนร่วมกันและจะเสนอในที่ประชุมผู้นำเอเซียนซัมมิตรที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2559 นี้
“จึงอยากฝากทีมวิจัยด้วยว่า ต้องวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่วิจัยเพื่ออยากรู้ว่าที่ตรงนี้มันเป็นอะไร เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้มาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวทิ้งท้าย



