ไลฟ์สไตล์

บทสรุปประชาพิจารณ์รุกที่วังน้ำเขียวจะใช้กฎเหล็กม.44

บทสรุปประชาพิจารณ์รุกที่วังน้ำเขียวจะใช้กฎเหล็กม.44

09 พ.ค. 2559

บทสรุปประชาพิจารณ์รุกที่วังน้ำเขียวจะใช้กฎเหล็กม.44หรือ'พะเยาโมเดล' : ดลมนัส กาเจ

             หากสแกนพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตร ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตร (ส.ป.ก.) จัดให้เกษตรกรทำกินนั้น ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ถือเป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกและดำเนินกิจการผิดวัตถุประสงค์อันดับต้นของประเทศไทย จะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่ นายชวลิต ชูขจร ยังดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พร้อมผู้ตรวจราชการจาก ส.ป.ก. ส่วนกลางและจังหวัด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2558 เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนว่ามีนายทุนบุกรุกพื้นที่จำนวนมาก พบว่ามีพื้นที่ ส.ป.ก.ถูกบุกรุก และมีการเปลี่ยนมือยึดครองในทำเลดีๆ ถึง 30% มีผู้สร้างรีสอร์ท โอมสเตย์ ที่ผิดกฎหมายในเบื้องต้นถึง 112 แห่ง

             จากการสำรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง พบว่าปัญหาการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.อย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว มีทั้งหมดถึง 2.4 แสนไร่ มีผู้ถือครองผิดกฎหมายถึงร้อยละ 34 จากผู้ถือครอง ส.ป.ก.จำนวน 6,412 ราย มีการทำผิดกฎหมายกว่า 2,000 ราย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งแก้ปัญหาพื้นที่ที่ถูกบุกรุกและเปลี่ยนมือรวมถึงทั่วประเทศด้วยที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

             ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส.ป.ก.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดกิจกรรม “การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ภายใต้โครงการการศึกษาแผนแม่บทการใช้พื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ บ้านใหม่ปฏิรูปที่ดิน ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า เน้นเป้าวัตถุประสงค์เชิงลึก คือ เพื่อศึกษาข้อมูลการใช้พื้นที่และวิเคราะห์ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขต ส.ป.ก.เพื่อจัดทำแผนแม่บทการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตส.ป.ก. ของ อ.วังน้ำเขียว ในรูปแบบของกิจกรรมโดยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด

             จากการจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในครั้งนี้ ส.ป.ก.เปิดโอกาสให้ผู้ได้และผู้เสียแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยบางส่วนยังมองถึงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง มีการเสนอให้แก้กฎหมาย และส่วนหนึ่งพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของ ส.ป.ก.ที่จะให้เช่าพื้นที่ในส่วนที่ดำเนินกิจการที่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการสร้างห้องพักให้เช่า ในลักษณะเดียวกันกับการแก้ปัญหาผู้บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.หน้ามหาวิทยาลัยพะเยา หรือ “พะเยาโมเดล” ที่ดำเนินไปแล้วก่อนหน้านี้

             นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า ปัญหาการนำที่ดินเขต ส.ป.ก.ไปใช้อย่างไม่ถูกต้องใน อ.วังน้ำเขียว ปัจจุบัน ส.ป.ก.ดำเนินการตามหลักนิติศาสตร์ คือฟ้องร้องและสั่งให้รื้อถอนไปพร้อมๆ กัน หลังศาลพิพากษาแล้วเสร็จ ส่งผลให้รีสอร์ท กว่า 100 แห่งรวมทั้งในพื้นที่ อ.ปากช่องด้วย ทำให้ผู้ถือครองพื้นที่รวมทั้งเกษตรกรที่อาศัย ส่งหนังสือร้องเรียนมายัง ส.ป.ก.จำนวนมากเพื่อหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงจ้างมหาวิทยาลัยสุรนารี ศึกษาช่องทางที่เหมาะสมสามารถปฏิบัติได้ และชุมชนเห็นชอบด้วยไม่มีการขัดแย้ง เบื้องต้นมหาวิทยาลัยสุรนารี เห็นว่าควรให้วังน้ำเขียวและปากช่อง เป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพพื้นที่เปลี่ยนไปหมดแล้ว จึงมีกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ภายใต้โครงการการศึกษาแผนแม่บทการใช้พื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมขึ้น

             ทั้งนี้เพื่อให้การจัดสรรที่ดินเป็นไปตามวัตถุประสงค์และตามกฎหมายของ ส.ป.ก. รวมทั้งมิให้เกิดความขัดแย้งการจัดสรรที่ดิน เกิดความเหมาะสมต่อกิจกรรมและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ ส.ป.ก.จึงมีแผนแม่บทการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ในเขตพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน อ.วังน้ำเขียว เป็นพื้นที่ทำกินของเกษตรกรโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.นครราชสีมา พ.ศ.2557-2560 ด้วย

             “ทางออกของปัญหาคือให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ ส.ป.ก. มีการประกอบการด้านการท่องเที่ยว และบางส่วนคงไว้ในการทำเกษตรกรรม อนุโลมให้ประกอบกิจการอื่นที่สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ตามมาตรา 30 วรรค 5 โดยรัฐเก็บค่าเช่าที่ดินในส่วนทำอาชีพอื่น ที่ดินไม่ตกทอดทายาท คือเป็นลักษณะเดียวกันกับที่ดำเนินการในพื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยพะเยาที่ประสบผลสำเร็จก่อนหน้านี้” เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าว

             ด้าน นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก.อย่างยั่งยืนนั้นจะต้องอาศัยความกล้าหาญในการใช้มาตรา 44 ไม่เช่นนั้นปัญหาจะไม่จบ อย่างพื้นที่วังน้ำเขียวมีความเปลี่ยนแปลงไปมากกลายเป็นเมืองที่มีแนวทางชัดเจนคือท่องเที่ยวเชิงเกษตร

             "การรื้อรีสอร์ทแต่ละครั้ง ต้องยอมรับว่าเป็นความเจ็บปวดของคนวังน้ำเขียว รัฐเองจะต้องหาทางแก้ปัญหาพื้นที่อย่างยั่งยืน ภาพของวังน้ำเขียวที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากคือมีการซื้อขายเปลี่ยนมือ เพราะเกษตรกรทำการเกษตรไม่ได้ผล รายได้หลักจึงมาจากกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว รัฐเองก็จะต้องชัดเจน กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ และส.ป.ก.ว่าจะดำเนินการอย่างไร วันนี้อนาคตของวังน้ำเขียวเราจะต้องช่วยกัน” นายอนันต์ กล่าว
 
             การบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาอย่างรอบรคอบระหว่างเกษตรกรที่ใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์บางส่วน กับนายทุนผู้บุกรุกสร้างสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวในแปลงใหญ่ว่า จะการใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาพร้อมกับผู้บุรุกทั่วประเทศกว่า 5 แสนไร่ หรือจะใช้หลักการประนีประนอมในรูปแบบของ “พะเยาโมเดล” หรือไม่อย่างไร เพื่อความเหมาะสมที่สุด