
ล่องสุดใต้แดนสยามสู่เมืองแพะเนรมิต "รามัน" เป็นจุดศูนย์กลาง
ท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงอาวุธสงครามที่ดังกัมปนาทไม่เว้นแต่ละวันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น หากดูอย่างผิวเผินรู้สึกเป็นภาพลักษณ์อันน่ากลัว แต่หากมองอีกมุมวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ ที่อยู่อย่างเรียบง่ายและการอยู่ร่วมกันอย่างพอเพียงที่เป็นเอกลั
ชาวมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ ส่วนใหญ่ยึดอาชีพการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง และในจำนวนอาชีพเหล่านี้เลี้ยงทั้งแพะเนื้อและแพะนม ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับวิถีชุมชนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะชาวมุสลิมงส่วนใหญ่นิยมบริโภคเนื้อแพะ โดยเฉพาะในช่วงที่มีพิธีสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพิธีสุหนัต (ขริบ) ออกบวช ขึ้นบ้าน แต่งงาน การเฉลิมฉลองที่ผลอันมาจากความสำเร็จในบางอย่าง รวมถึงการเกิดสมาชิกใหม่ในครอบครัว จึงทำให้เนื้อแพะเป็นที่ต้องการของตลาดสูง
จุดนี้ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โดยจะให้ อ.รามัน เป็น "เมืองแพะ" โดยอาศัยพื้นที่สาธารณะกว่า 300 ไร่ ระหว่าง ต.วังพญา กับ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เป็นจุดศูนย์กลางในการเรียนรู้และฟาร์มตัวอย่าง ทั้งนี้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมฮาลาลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ โครงการย่อย 2 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อเชิงพาณิชย์ในสวนปาล์มน้ำมัน และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงแพะในเกษตรกรรายย่อย เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้านในพื้นมีรายได้เสริมขึ้นมาอีกทางหนึ่ง
ท่องโลกเกษตรประจำวันอาทิตย์นี้ เราฝ่าดงควันระเบิดไปสัมผัสโครงการเมืองแพะที่ อ.รามัน จุดแรกไปยังเกษตรกรเลี้ยงแพะรายย่อยคือ ดอแม็ง มาเจ๊ะมะ โต๊ะอิหม่ามมัสยิดบ้านตะโล๊ะบางาแบ หมู่ 2 ต.วังพญา อ.รามัน ซึ่งเป็นการเลี้ยงในโรงเรือนหลายสิบตัว
ดอแม็ง บอกว่า การเลี้ยงในโรงเรือนเกิดมาจากที่ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงแพะนมจากฟาร์มตัวอย่างที่ภาครัฐให้การสนับสนุนในพื้นที่ใกล้เคียง จนสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาปรับปรุงและพัฒนาวิธีการเลี้ยงเป็นของตัวเอง จากเดิมที่นิยมเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเอง เมื่อทางราชการเข้ามาสนับสนุนและให้ความรู้นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้การเลี้ยงแพะได้มาตรฐาน และมีคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดในพื้นที่ภาคใต้ยังมีความต้องการสูงมาก แต่เกษตรกรยังเลี้ยงน้อย
ออกจาก ต.วังพญา เรามุ่งหน้าไปที่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน ซึ่งชาวบ้านใน ต.ท่าธงนั้น มีการรวมตัวตั้งกลุ่มเลี้ยงแพะเนื้อรายย่อยขึ้น เน้นการเลี้ยงแพะพันธุ์เนื้อ เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกพื้นที่ เนื่องจากแพะเนื้อในพื้นที่ยังมีปริมาณน้อย ชาวบ้านจึงรวมกลุ่มเลี้ยงเพื่อป้อนตลาดขึ้นมา
ด้าน พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการ ศอ.บต. บอกว่า การเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่าเป็นอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้เป็นผลดีทั้งในเรื่องการรองรับอุตสาหกรรมฮาลาล การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมเลี้ยงแพะในส่วนปาล์มน้ำมัน ถือเป็นการใช้พื้นที่สวนปาล์มน้ำมันและบริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ ศอ.บต.จึงร่วมกับกรมปศุสัตว์จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมฮาลาลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับรูปแบบของการดำเนินการ มีการจัดตั้งฟาร์มต้นแบบ เพื่อกระจายแพะพันธุ์ดีเชิงพาณิชย์นำร่องจังหวัดละ 1 แห่งทั้งที่ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สตูล และสงขลา จัดการเครือข่ายแพะในสวนปาล์มตามรูปแบบธนาคารแพะ จัดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และจัดทำข้อตกลงในการรับซื้อเพื่อให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในเรื่องตลาด โดยจะมีการจัดตั้งตลาดกลางแพะจัดหวัดละ 1 แห่ง
ขณะที่ สพญ.โศภิษฐ์ ธัญลักษณากุล ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่ 9 จ.สงขลา บอกว่า การส่งเสริมให้ชาวบ้านและเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงแพะ เพื่อต้องการให้เลี้ยงแพะอย่างถูกหลักและได้มาตรฐาน จึงเน้นให้ความรู้ความก้าวหน้าทางวิชาการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเลี้ยง และมีการเปิดตลาดค้าแพะ ซึ่งปีนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดงบ 60 ล้านบาท ให้แก่หน่วยงานในสังกัดที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกร ภายใต้ความร่วมมือกับ ศอ.บต. เพื่อรองรับกับแผนงานของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีแผนงานแปรรูปเนื้อแพะบรรจุกระป๋องเพื่อการส่งออกในอนาคต
นับเป็นนิมิตหมายที่ดีของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายภาคใต้ที่จะได้เลี้ยงแพะอย่างถูกวิธีต่อไป
มณี ศรีสมุทร



