ไลฟ์สไตล์

ปกป้องน้องจากมะเร็งปากมดลูก

ปกป้องน้องจากมะเร็งปากมดลูก

06 พ.ค. 2559

ปกป้องน้องจากมะเร็งปากมดลูก : คอลัมน์ How to สุขภาพน่ารู้

 
          สมัยก่อนเมื่อมีการพูดถึงเรื่องเพศ เรามักจะถูกสอนว่าเป็นเรื่องน่าอาย ไม่ควรพูด เป็นเรื่องที่ต้องปกปิด ซึ่งทำให้หญิงไทยไม่มีภูมิคุ้มกันทางเพศและก่อเกิดปัญหาทางสังคม เช่น การท้องไม่พร้อม หรือ การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ แต่ในปัจจุบันมีการเปิดกว้างมากขึ้น เรื่องเพศเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรทราบ และมีการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศที่ถูกต้องรวมไปถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยคนทั่วไปสามารถหาข้อมูลเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย 
 
          แต่สำหรับผู้พิการทางการได้ยินแล้วเป็นเรื่องที่ยากเนื่องจากผู้พิการทางการได้ยินไม่สามารถรับรู้ข้อมูลผ่านทางการฟังเหมือนคนทั่วไป ทำให้มีความยากลำบากในการพูดคุยทั้งผู้ให้ข้อมูลและผู้พิการทางการได้ยิน มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ จึงได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสุขภาวะทางเพศ ให้แก่นักเรียนหญิงพิการทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 พร้อมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีแก่เด็ก ซึ่งโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากเด็กแล้ว ยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองมาร่วมงานด้วย ทำให้เด็กและผู้ปกครองมีความเข้าใจในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และโรคทางเพศสัมพันธ์
 
          ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง ประธานฝ่ายวิชาการ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันมีผู้พิการทางการได้ยินในประเทศไทยเกือบ 3 แสนคนหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของผู้พิการทั้งประเทศ ซึ่งมูลนิธิจะเป็นหน่วยงานประสานความช่วยเหลือต่างๆ ให้เข้าถึงผู้พิการทางการได้ยินทุกคนในประเทศเพื่อให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับผู้พิการทางการได้ยิน ปัญหาสำคัญคือโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขมีน้อย ผู้พิการทางการได้ยินก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพเหมือนคนทั่วไปแต่ว่าเรื่องของการป้องกันโรค การรักษาโรค จะมีข้อจำกัดเพราะไม่สามารถรับสื่อต่างๆ ได้ อย่างเรื่องของโรคมะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้เลย ทางมูลนิธิฯ ต้องทำความเข้าใจกับครูและผู้ปกครองที่เป็นผู้ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดให้มีความรู้ที่ถูกต้อง และที่สำคัญคือทำความเข้าใจกับเด็ก เพื่อให้เด็กมีความรู้เพื่อใช้ในการป้องกันและดูแลตนเอง 
 
          ด้าน ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สุขภาวะทางเพศที่ดี คือ การมีเพศสัมพันธ์ที่เต็มใจและปลอดภัย โดยไม่ท้องและไม่ติดโรคทางเพศสัมพันธ์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ผ่านทางการได้ยิน เนื่องจากการที่เด็กไม่ได้รับความรู้อย่างรอบด้านอาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมต่างๆ เช่น การท้องไม่พร้อมหรือตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคมะเร็งปากมดลูก โรคหนองใน โรคเอดส์ ดังนั้น สังคมไทยควรเปิดกว้างให้เรื่องเพศเป็นเรื่องที่พูดกันได้ พร้อมสนับสนุนให้พ่อแม่คุยกับลูก ให้ครูเปิดใจให้ความรู้กับลูกศิษย์ 
 
          ขณะที่ นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ซึ่งได้มาร่วมให้ความรู้พร้อมทั้งนำทีมพยาบาลมาฉีดวัคซีนแก่เด็กนักเรียน กล่าวว่า การป้องกันมะเร็งปากมดลูกต้องทำให้ได้ทั้ง 3 วิธี คือ 1.ระมัดระวังเรื่องเพศสัมพันธ์ อย่ามีเพศสัมพันธ์ตอนอายุน้อย เมื่อมีเพศสัมพันธ์ต้องใส่ถุงยางอนามัยแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องใส่ไว้ก่อนเพื่อลดโอกาสเสี่ยง 2.ควรตรวจภายใน เพราะโรคนี้อาการแสดงช้า ดีที่สุดคือตรวจตอนไม่มีอาการตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป หรือ ตรวจเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์แม้จะก่อนอายุ 25 ก็ตาม ก็เริ่มมีความเสี่ยงแล้ว และตรวจเป็นประจำทุกปี และ 3.ในเมื่อมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ผู้หญิงทุกคนควรจะฉีด การฉีดวัคซีนจะดีที่สุดคือต้องฉีดก่อนมีเชื้อจะทำให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะวัคซีนเป็นตัวสร้างภูมิป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย 
 
          เล็ก รตตะสา คุณแม่ของน้องนุ่น วัย 12 ปี เล่าว่า น้องนุ่นเป็นลูกสาวคนโตซึ่งมีความพิการทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด โดยคุณแม่จดจำภาษามือเบื้องต้นมาสื่อสารกับน้องนุ่นตั้งแต่น้องนุ่นยังเด็ก ทำให้รู้เรื่องที่น้องนุ่นต้องการสื่อสาร คุณแม่มีความคิดว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องป้องกันไว้ก่อน โดยการสอนและให้ความรู้แก่เด็กเพื่อให้เด็กเข้าใจและรู้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร ในครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่น้องนุ่นได้ร่วมกิจกรรมและได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรี อยากให้เด็กหญิงทุกคนได้รับโอกาสเช่นเดียวกับน้องนุ่นด้วย การให้ความรู้เรื่องสุขภาวะทางเพศที่ถูกต้องแก่เด็กผู้พิการทางการได้ยินและการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางเพศอย่างยั่งยืน ทั้งร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันโรคและการได้รับความรู้ที่จะช่วยป้องกันตัวเองจากสุขภาวะทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย