
ยิ่งคัดลอก ยิ่งเลอะเทอะ !
ยิ่งคัดลอก ยิ่งเลอะเทอะ ! : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา
หากจะพูดเรื่องธรรมะกับคนพุทธในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็มักอ้างว่า ตนนั้นรู้แล้วๆ มีสำนัก มีพระอาจารย์เป็นหลักแล้ว แถมยังสนิทสนมด้วย และถ้าหากจะกล่าวแจกแจงถึง สีสัน สำนัก หรือประเภทกลยุทธ์ของชาวพุทธแล้วละก็ ผมว่าชาวพุทธไทยเรานี่แหละ มีความหลากหลายและพิสดารมากที่สุด
มีตั้งแต่พวกเคร่งมังสาวิรัติ พวกเพ่งดวงแก้วใจกลางสะดือ พวกสร้างสวรรค์วิมานในอากาศ พวกประกาศเป็นสาวกปฐมพระพุทธเจ้า พวกประกาศจะไปนิพพานกันในยุคพระศรีอารย์ หรือยุคพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย (ยุคนี้ทำได้ไม่เอา จะรอองค์สุดท้ายไปทำไมก็ไม่รู้?) พวกที่ตั้งตนเป็นสำนักหลุดพ้น พวกที่ตั้งตนเป็นสถาบันคำพูดพระพุทธเจ้า พวกจะปกป้องพระพุทธศาสนาแต่เพียงผู้เดียว พวกสมาธิเคลื่อนไหว สมาธิหมุน หรือพวกสมาธิที่ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกกลม ก้อนดิน กสิณไฟ น้ำเย็น พีระมิด ลูกประคำ ฯลฯ … หากลองได้แจกแจงออกมาดูแล้ว ก็น่าเวียนศรีษะไม่เบา แล้ว เราจะเอายังไงกันดี หากอยากจะดับทุกข์ในจิตตน?
เหลือบไปเห็นคำเซน คำหนึ่งกล่าวว่า ... “ยิ่งคัดลอก ยิ่งเลอะเทอะ” สงสัยชาวพุทธเราจะเป็นแนวนั้น นีเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนนะครับ และถ้ารู้แล้วแต่ไม่ลงมือปฏิบัติจริงจัง อย่างเป็นสัมมาทิฐิเสียที อย่าว่าแต่ประดาลูกศิษย์สาวกเลยครับ แม้แต่พระอาจารย์ที่เป็นเจ้าสำนัก ผู้นำทางจิต บางท่านเหล่านั้น ก็อาจพลาดพลั้งต่อพญากิเลสมารจนได้ เรียกได้ว่า เสร็จทุกราย เหมือนกัน
แล้วพุทธบริษัทเรา ใช้อะไรเป็นกลยุทธ์เล่า จึงดำเนินกิจการมาได้ยาวนานกว่า ๒๖ ศตวรรษ โดยไม่ล้มหายตายจากไปไหน?
พระพุทธเจ้า ท่านเน้นเพียงกลยุทธ์เดียว คือ ต้องลงมือทำ ท่านจะเรียกว่าอะไรก็ได้ กลยุทธ์จิตภาวนา ก็ใช่, กลยุทธ์ปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ก็ใช่, กลยุทธ์ไตรสิกขา ก็ใช่ เพราะมันเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ ต้องลงมือทำความเพียรนั้นเอง อย่างหนักและสม่ำเสมอเท่านั้น จึงจะรู้เห็นได้ด้วยตนเอง
ชาวพุทธไม่อาจบรรลุธรรมได้ เพียงการมุ่งมั่นฉันเจ หรือ มังสวิรัติ โดยถ่ายเดียวหรอก หรือมิใช่ยึดเกาะมั่น แต่คำพูดของพระพุทธเจ้าอย่างเถรตรง ซะเมื่อไหร่ ฯลฯ แต่การบรรลุนั้น เกิดขึ้นได้ในหลายๆ เหตุปัจจัยด้วยกัน
ในสมัยพุทธกาล ยังมีพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ารูปหนึ่ง มองเห็นฟันในปากของหญิงนางหนึ่ง แล้วน้อมพิจารณา ก็บรรลุธรรมฉับพลันที่ตรงนั้น ก็เป็นไปได้ เพราะฟัน ก็คือกระดูกทั้งนั้น
พระองค์วางกลยุทธ์ “ไตรสิกขา” คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างมีรากฐานชัดเจน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย เป็นเหมือนบันไดสู่ความพ้นทุกข์อย่างเป็นระบบ ชัดเจน ศีล เป็นบาทฐานของสมาธิ หากทุศีล ไม่มีทางที่สมาธิจะเกิด และแน่นอนว่า ปัญญาที่จะได้ต่อมาก็ไม่ใช่วิปัสสนาปัญญาด้วย หากผิดศีลแต่เบื้องต้นเสียแล้ว เพราะจะไม่สามารถเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาซึ่งเป็นทางที่จะไปสู่พระนิพพาน หรือความพ้นทุกข์ได้เลย
แต่หนทางของศีล สมาธิ และปัญญาที่ปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน บนหนทางอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว จะพบกับไตรลักษณ์ไปตลอดเส้นทางจนกว่าจะพบพระนิพพานหรือความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ซึ่งคำสอนของพระพุทธองค์ ไม่มีขัดกันเลยในทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ศีล–สมาธิ–ปัญญา นั้น ต้องประสานไปด้วยกัน มรรคทั้ง ๘ ทางเดียวอันประเสริฐที่เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิจึงมีนัยสำคัญมาก ไม่เช่นนั้น พระพุทธองค์ทรงไม่ตรัสหรอกว่า สัมมาทิฐิ เป็นดั่งรุ่งอรุณของชีวิต
เพราะการเข้าสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้น จะนำไปสู่สัมมาสังกัปปะ คือความคิดที่ถูกต้อง สัมมาวาจา คือ การพูดจาถูกต้อง สัมมากัมมันตะ คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง สัมมาอาชีวะ คือ การดำรงชีพถูกต้อง สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง สัมมาสติ คือ การมีสติระลึกรู้ถูกต้อง และสัมมาสมาธิ การมีสมาธิที่ถูกต้อง
ทั้งหมดจะถูกต้องไปหมดสมานกันเป็นหนึ่งเดียว ดั่งฝั้นเชือกเป็นเส้นเดียวกัน เท่านั้น จึงจะเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ (ตกกระแสพระนิพพาน) เข้าสู่โสดาปัตติมรรคโสดาปัตติผล ตามลำดับการถอดถอนกิเลสอาสวะจนเกลี้ยง เข้าถึงอรหันต์มรรค อรหันต์ผล จบกิจ สิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง
ต่างสำนัก หลากคำสอน หลายพระอาจารย์ ใครจะตามไล่ล่าหาพระอรหันต์ ก็ไม่ว่ากันครับ เพียงแต่สิ่งที่ควรต้องสังวรระวังว่า คำสอนของพระอาจารย์ หรือผู้ที่ท่านคิดว่าวิเศษ นับเป็นยอดฮีโร่ เทียบเคียงพระพุทธเจ้าเลยนั้นน่ะ เป็นไปเพื่อการพึ่งพาตนเอง เพื่อเห็นประจักษ์ทุกข์ หรือเพื่อการดับทุกข์ หรือเปล่าครับ? ถ้าไม่ใช่ ก็พึงน้อมพิจารณาเสียใหม่เถอะ เพราะตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน, แม้แต่พระตถาคตเจ้า ก็เป็นเพียงผู้ชี้ทาง การเดิน (การปฏิบัติ) นั้น ท่านต้องทำด้วยตัวเองครับ
ต่อให้ท่องจำคำพูดพระพุทธเจ้าได้หมดทุกคำ เพียงอย่างเดียว ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ได้หรอกนะครับ หากไม่รู้จักโยนิโสมนสิการ ไม่น้อมนำมาเข้าสู่การปฏิบัติจริง จนเห็นทุกข์จริงๆ ตั้งอยู่ตรงหน้าได้ หากยังไม่สามารถ เห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต ได้ แต่ยังพร่ำเพ้อสาธยาย แอบอ้าง จำอวดไปเรื่อย มันก็ยังเข้าข่าย ยิ่งคัดลอก ยิ่งเลอะเทอะไปโดยปริยาย นานไปก็อาจกลายเป็นมิจฉาทิฐิรุนแรง จนถึงขั้น ห้ามไม่ให้ฟังคำสอนครูบาอาจารย์ในอดีต ทั้งในปัจจุบันและอนาคตทั้งหมด ห้ามแขวนพระเครื่อง ห้ามสวดมนต์ ไปจนกระทั่งห้ามกราบ ห้ามเชื่อใครเลย ยกเว้นคำพูดของพระพุทธเจ้า (ที่อาตมาลอกจากพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทยมา กับสิ่งที่อาตมาสอนเท่านั้น) !
ยิ่งคัดลอกจึงยิ่งเลอะเทอะ เปรอะรกไปหมด ด้วยปริยัติ ตั้งตนเป็นปรมาจารย์ สถาบันโน่น นี่ นั่น ติดกับดักที่ตัวเองสร้างขึ้น (หลุมพรางอัตตามหานิยม) แบบเนียนๆ และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยังคงละเลย หลงลืม ไม่เน้นการปฏิบัติ อีกไม่นาน ก็อาจจะพลาดท่า เสร็จเป็นรูปๆ รายๆ ไป โดยกฎแห่งอิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นแน่
ใครก็รู้ เดินขึ้นเขา เดินอย่างไร
ลองเดินแล้ว หรือไม่ คือคำถาม
เอาแต่จำ ในแผนที่ แล้วท่องตาม
เลี้ยวซ้าย-ขวา เดินหน้า-หลัง ง่ายจะตาย
แต่ไม่ยอม ลองเดิน แม้สักก้าว
สั้นหรือยาว ป่ายปีนสูง เป็นไฉน
บรรยากาศ บนยอดเขา เป็นอย่างไร
สุขจริงแท้ แค่ไหน ไม่มีในตำราฯ



