
มือลั่นชัตเตอร์ไทยคว้ารางวัลวันนริศ
28 เม.ย. 2559
ศิลปวัฒนธรรม : มือลั่นชัตเตอร์ไทยคว้ารางวัลวันนริศ
เป็นประจำทุกปี เมื่อช่วงเดือนเมษายน คณะผู้บริหารและนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ จะพร้อมใจจัดกิจกรรมวันนริศ “ไหว้สมเด็จครู นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ด้วยว่าเพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ผู้ทรงเชี่ยวชาญงานช่างและศิลปะลายไทยหลายแขนง จนได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก โดยได้รับเกียรติจาก ม.ร.ว.เอมจิตร จิตรพงศ์ ประธานมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานและมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดภาพถ่ายนานาชาติและรางวัลจากการประกวดต่างๆ ท่ามกลางศิลปินชื่อดัง ได้แก่ ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์, ศ.ถาวร โกอุดมวิทย์, รศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง, นิติกร กรัยวิเชียร ฯลฯ ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลาปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน
กิจกรรมที่จัดมีหลากหลาย เช่น พิธีไหว้ครูดนตรีไทย การแสดงดนตรีสากล การเสวนาวิชาการ การแสดงละครดึกดำบรรพ์ และการแสดงนิทรรศการในหัวข้อต่างๆ อาทิ นิทรรศการพระประวัติและผลงานฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หัวข้อ “สาส์นสมเด็จ”, นิทรรศการภาพถ่ายนานาชาติ ครั้งที่ 12 หัวข้อ “เย็น”, นิทรรศการประกอบการจัดงานวันนริศ ประจำปี 2559 เป็นต้น
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้คือ การจัดนิทรรศการภาพภ่ายนานาชาติ ครั้งที่ 12 หัวข้อ “เย็น” ซึ่งในปีนี้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง, ศ.เกียรติคุณ พิษณุ ศุภมิตร, อ.นพภล โชตะสิริ ราฟ ทูเท็น และนิติกร กรัยวิเชียร ฯลฯ ร่วมกันลงความเห็นให้มือลั่นชัตเตอร์หนุ่มไทย วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ เจ้าของผลงาน “หมุน” คว้า “รางวัลยอดเยี่ยม” ไปครอบครอง หลังจากโชว์มุมกล้องเด็ดจนสามารถล้มแชมป์เก่าอย่างพม่าลงได้ และเบียดให้หนุ่มหม่อง “เซย์ ยา ริน” เจ้าของผลงาน “คืนสงบที่ทะเลสาบอินเล” ลงมาครองเพียงรางวัลชนะเลิศ ซึ่งมีอยู่ 4 รางวัล ส่วน 9 รางวัลเกียรติยศนั้นก็มีทั้งนักถ่ายภาพชาวไทยและต่างประเทศเข้าป้ายได้แบ่งรางวัลกันไป ได้แก่ วีรพงษ์ ธนวงศ์ อุดม, ทนงศักดิ์ หาระคุณโน, เลอสม ล่วงพ้น, นิติชัย พลศรี, สมชาย อิ่มชู, อัครินทร์ อัศววารินทร์, ธีรธัช วรสินวัฒนา, อมเรศ ธรรมกูล และ Ghanshyam Kahar
หนึ่งในคณะกรรมการ ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง เผยว่า ศิลปินต่างประเทศนั้นมีความเข้มแข็งมานานแล้ว แต่ศิลปินไทยก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้น นับตั้งแต่เริ่มจัดการประกวดภาพถ่ายนานาชาติ เนื่องในงานวันนริศ จนถึงปัจจุบัน โดยศิลปินชาวไทยเข้าใจว่าภาพถ่ายที่เป็นศิลปะนั้นเป็นอย่างไร มีอุดมการณ์ในการสร้างศิลปะมากขึ้น ใช้เทคนิคมีความหลากหลายมากขึ้น ศิลปินต่างประเทศมีความอยู่ตัวมีมาตรฐานของเขา แต่ในกลุ่มอาเซียนจะคล้ายๆ กับเรายังไม่ค่อยคืบหน้า แต่ศิลปินไทยก้าวหน้ามากกว่า คือมีวิสัยทัศน์ในการใช้สื่อประกอบรูปภาพได้อย่างเข้มแข็งและดีขึ้น สำหรับผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม มีจุดเด่นคือผลงานชิ้นนี้ เป็นสัจนิยม มองตรงๆ เป็นข้อเท็จจริงที่คนอื่นเขาไม่มองกัน กลายเป็นองค์ประกอบภาพที่เป็นสมัยใหม่มาก และได้ความหมายที่ดีมีความเฉียบคมมากกว่าและให้การตีความหายได้หลากหลาย
อีกหนึ่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการถ่ายภาพ นิติกร กรัยวิเชียร กล่าวถึงหลักในการตัดสินว่า ข้อแรกต้องดูที่ผลงานภาพว่าตอบโจทย์หัวข้อหรือเปล่า ก็คือผ่านด่านแรก จากนั้นเราก็จะดูถึงเรื่องคุณค่า และมองทางศิลปะ มีความคิดสร้างสรรค์สามารถนำเสนอภาพในหัวข้อเย็น ได้ดีขนาดไหน มีความแปลกใหม่ หรือโดดเด่นอย่างไร ซึ่งรูปที่ได้เข้ามารอบลึกๆ ส่วนมากจะมีคุณสมบัติข้อนี้ และจะขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของคณะกรรมการแต่ละคน ส่วนมากก็จะไปในทางเดียวกัน รูปที่ได้มาก็ถือว่าเป็นภาพที่มีคุณภาพดีและสมควรที่จะได้รับรางวัล
“หากพูดถึงฝีมือในการถ่ายภาพและความคิดสร้างสรรค์ ระหว่างศิลปินไทยและศิลปินต่างประเทศ คนไทยอาจจะเสียเปรียบตรงที่ว่า ภาพที่เราเห็นจากต่างประเทศเป็นภาพที่เราไม่คุ้นตา ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นอะไรที่แปลกใหม่ ก็จะตื่นเต้น ในทางกลับกัน ถ้าศิลปินไทยส่งภาพไปประกวดในต่างประเทศ ที่นั่นก็จะรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน คือเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา และภาพอะไรก็ตามที่ไม่คุ้นตาย่อมจะได้เปรียบ เราอาจมองว่าศิลปินไทยดูเหมือนไม่มีอะไรแปลกใหม่ หรือว่าน้อยกว่า แต่จริงๆ แล้วในแง่คุณค่าไม่แพ้กันเลย” ผู้คร่ำหวอดด้านภาพถ่ายให้มุมมอง
คราวนี้มาฟังความคิดของเจ้าของผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลกันบ้าง....วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ ผู้คว้ารางวัลยอดเยี่ยมสูงสุด เผยถึงภาพถ่ายชื่อ “หมุน” ว่า เป็นภาพประทับใจระหว่างพาลูกชายลูกสาวไปเที่ยวแล้วพบเห็นถังไอติมแท่ง ปัจจุบันหาชิมได้ยาก ถ้าไม่ใช่ตลาดโบราณหรืองานวัด ทำให้รู้สึกถึงวันเก่าๆ เป็นภาพถ่ายในมุมกดเหมือนชะโงกหน้าลงไปในถังไอติมสีต่างๆ มีสีเหลือง ฟ้า แดง เป็นสีโทนเย็น ใช้เลนส์ฟิชอายที่ให้ภาพวัตถุโดดเด่นเป็นเอกภาพ ทำให้ภาพในมุมมองที่แปลกตา
“ทุกคนมีสิทธิคิดตรงกันได้ แต่ตัวเองเห็นภาพสวยแล้ว ไม่อยากถ่ายซ้ำ รู้สึกจำเจ อยากนำเสนอมุมมองแปลกใหม่เชิงศิลปะ ภาพนี้ผมว่ามันคลาสสิก” วินนิวัตร บอก
ส่วน เซย์ ยา ริน ผู้ได้รางวัลชนะเลิศจากภาพ “คืนสงบที่ทะเลสาบอินเล” กล่าวว่า ภาพมุมกว้างแสดงถึงวิถีชีวิตชาวประมงที่หาเช้ากินค่ำทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวท่ามกลางทะเลสาบอินเลที่สงบนิ่ง คนดูแล้วน่าจะรู้สึกคูล ตนใช้เทคนิคซ้อนภาพสร้างสรรค์ผลงาน เห็นท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยดวงดาวกับภาพการจับปลา พายเรือด้วยเท้า ก็บันทึกไว้ ตนเป็นกัปตันเรือขนส่ง ถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก เป็นครั้งแรกส่งประกวดรางวัลนริศ ปีที่แล้วเพื่อนช่างภาพพม่าได้รางวัลยอดเยี่ยม ปีนี้จึงสนใจส่งภาพ อยากเสนอมุมมองและจินตนาการ
ขณะที่ วีรพงษ์ ธนวงศ์อุดม บุรุษพยาบาลเชียงใหม่ผู้รักการถ่ายภาพ คว้ารางวัลเกียรติยศจากภาพ “ม่านหยดน้ำ” กล่าวว่า รางวัลนริศเป็นรางวัลที่ตัวเองใฝ่ฝัน เพราะไม่ใช่ได้รางวัลง่ายๆ ต้องเป็นผลงานคุณภาพจริงๆ เป็นรายการระดับนานาชาติ ต้องแข่งขันกับผู้เข้าประกวดจากทุกมุมโลก ตนติดตามผลงานแต่ละปีสุดยอดมากๆ ปีนี้ช่างภาพไทยได้ยอดเยี่ยมโค่นแชมป์พม่าได้ ชนะกันที่มุมมองจริงๆ
“ภาพนี้คือหยดน้ำค้างที่จับอยู่บนใยแมลงมีแสงสะท้อน เทคนิคใช้เลนส์เทเลบันทึกที่ขุนช่างเคี่ยนบนดอยสุเทพในช่วงฤดูหนาว ดูแล้วให้ความรู้สึกสบายๆ ธรรมชาติมีความสวยงามอยู่ที่เราจะมองเห็นหรือไม่ ส่งภาพประกวดรางวัลนริศหลายครั้ง เพิ่งประสบความสำเร็จปีนี้ ปีหน้าแข่งใหม่” วีรพงษ์ บอก
สำหรับนิทรรศการภาพถ่ายครั้งที่ 12 หัวข้อ “เย็น” ประกอบด้วยผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลและร่วมแสดง รวมถึงผลงานภาพถ่ายของคณะกรรมการคัดเลือกและตัดสิน นอกจากนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เข้าร่วมแสดงในครั้งนี้ด้วย โดยนิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม ที่หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ



