ไลฟ์สไตล์

เตือนเฝ้าระวัง เออีซี:โรคผิวหนังไร้พรมแดน(2)

เตือนเฝ้าระวัง เออีซี:โรคผิวหนังไร้พรมแดน(2)

26 เม.ย. 2559

ดูแลสุขภาพ : เตือนเฝ้าระวัง เออีซี: โรคผิวหนังไร้พรมแดน (2)

 
      พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และระบาดวิทยา โรงพยาบาลบางรัก กล่าวว่าสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization ; WHO) พบว่ามีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่ปีละ 357 ล้านคน เป็นผู้ป่วยหนองในเทียมจากเชื้อ Chlamydia trachomatis 131 ล้านคน หนองใน 78 ล้านคน ซิฟิลิส 5.6 ล้านคน และพยาธิช่องคลอด 143 ล้านคน
 
      โดยสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทยตามข้อมูลระบาดวิทยาและข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานที่ให้บริการคัดกรองและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ได้เก็บข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐและสำนักงานป้องกันและควบคุมโรค กลุ่มโรคทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในช่วงปี 2553-2558 พบว่าอัตราการติดเชื้อนั้นเพิ่มสูงขึ้นจาก 20.43 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน เป็น 23.23 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน
 
      ทั้งนี้สามารถจำแนกตามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลัก คือ โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคแผลริมอ่อน โรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง นอกจากนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่ไม่จัดในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลัก เช่น พยาธิช่องคลอด ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย เริม หูดหงอนไก่ เป็นต้น เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ป่วยต่างชาติพบว่าอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ย้อนหลังช่วงปี 2554-2557 มีแนวโน้มสูงขึ้น และพบในสัญชาติเมียนมาร์ กัมพูชาและลาว ตามลำดับ โดยโรคที่พบบ่อย 3 อันดับแรก คือ โรคซิฟิลิส โรคหนองใน โรคหนองในเทียม
 
      สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากการคาดประมาณปี 2558 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนสะสม 1,526,028 คน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 6,759 คน จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น อัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยรวมยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น โดยสถานการณ์ของโรคแผลริมอ่อนและโรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลืองน่าจะมีแนวโน้มลดลงและอาจจะหายไปได้ โดยกลุ่มประชากรที่พบมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าคนปกติถึง 5 เท่า
 
      สำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเพศชายมักมีอาการปัสสาวะขัดหรือมีหนองหรือมูกใสไหลออกจากท่อปัสสาวะ เจ็บปวดอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่มแผล ฝี บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบบวมหรือเป็นฝี ส่วนในเพศหญิงอาจมีตกขาวสีผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น คันบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บหรือปวดท้องน้อย มีผื่น ตุ่มแผล ฝี บริเวณอวัยวะเพศเช่นเดียวกันเพศชาย สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจมีอาการคันรอบรูทวาร ปวดเบ่งบริเวณทวารหนักหรือมีหนองไหลออกจากทวารได้ นอกจากนี้อาจพบผื่นตามตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก ผมร่วงได้ในผู้ป่วยซิฟิลิส ดังนั้นจึงแนะนำให้ไปตรวจและรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านเมื่อมีอาการดังกล่าว
 
      จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมควบคุมโรคจึงมีนโยบายการพัฒนาและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางยุทธศาสตร์แห่งชาติ พ.ศ.2559-2564 ซึ่งมีเป้าหมายป้องกันโรคเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และท้องไม่พร้อม โดยดำเนินการแจกถุงยางและให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ที่จุดบริการสถานพยาบาลและสำนักงานป้องกันควบคุมโรค
 
      ด้าน ผศ.ดร.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวปิดท้ายเกี่ยวกับโรคอื่นๆ ที่จะมาเยือนว่า โรคลิชมาเนียเป็นอีกโรคหนึ่งที่เป็นโรคติดต่อเรื้อรังของคนและสัตว์เกิดจากเชื้อโปรโตซัว โดยมีริ้นฝอยทราย (sandfly) เป็นพาหะนำโรคริ้นฝอยทรายเพศเมียกัดกินเลือดสัตว์ที่มีเชื้อแล้วปล่อยเชื้อเข้าสู่คน มีแหล่งแพร่โรคมากกว่า 88 ประเทศ โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ การแสดงอาการของโรคจะใช้เวลาเป็นเดือน แบ่งได้ 3 แบบ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อลิชมาเนียและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยประกอบด้วย 1.โรคที่มีอาการเฉพาะผิวหนัง (Cutaneous Leishmaniasis) พบตุ่มเล็กๆบริเวณผิวหนังที่ถูกแมลงกัด แล้วแตกออกเป็นแผล 2.โรคที่มีอาการที่อวัยวะภายใน (Visceral Leishmaniasis) ผู้ป่วยจะมีอาการไข้เรื้อรังน้ำหนักลด ซีด ม้ามและตับโตและ 3.โรคที่เกิดขึ้นกับเยื่อเมือก (MucocutaneousLeishmaniasis) ลักษณะคล้ายกับที่เกิดขึ้นที่ผิวหนังแต่แผลจะแพร่ไปในเยื่อเมือกเช่น จมูก ปาก เป็นต้น
 
      สรุปสถิติโรคลิชมาเนียในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2503-2558 กรมควบคุมโรคได้รับรายงานผู้ป่วยทั้งสิ้น 66 ราย โดยปี 2503-2535 มักพบในคนไทยที่มีประวัติการเดินทางไปในแหล่งระบาดของโรคโดยเฉพาะประเทศทางตะวันออกกลางโดยลักษณะไปท่องเที่ยวทำงานหรือติดต่อทางธุรกิจแล้วติดเชื้อกลับมาส่วนปี 2539 จนถึงปัจจุบัน โรคลิชมาเนียพบในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศมาก่อน โดยพบในแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทย สามารถเกิดกับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ได้พบทั้งภาคเหนือภาคกลางและภาคใต้ เป็นไปได้ว่าริ้นฝอยทรายในประเทศเป็นพาหะนำโรคได้เช่นกัน
 
      สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย