
เสียงครวญจากเกษตรผู้เลี้ยงหมูแล้งคุกคามต้นทุนเพิ่ม-รายได้ลด
เสียงครวญจากเกษตรผู้เลี้ยงหมูแล้งคุกคามต้นทุนเพิ่ม-รายได้ลด : โต๊ะข่าวเกษตร
ก่อนหน้านี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ความเสียหายของภาคเกษตรกรรมที่เป็นผลมาจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่นั้น อยู่ที่ระดับ 19,460-20,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้เกษตรกรลดลง 3,430 บาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือความเสียหายต่อรายได้เกษตรกรจากภัยแล้งโยรวม 24,353-25,000 ล้านบาท รวมความเสียหายต่อผลผลิตการเกษตรและรายได้เกษตรกรมูลค่าถึง 43,813-45,000 ล้านบาท
ความเสียที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ภาคการเพาะปลูก หากแต่อีกส่วนหนึ่งเป็นภาคปศุสัตว์ด้วย ที่ถือแหล่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญของภาคเกษตรในการที่จะเลี้ยงสัตว์ ที่เห็นชัดเจนคือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร หรือหมู ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยภาคต่างๆ เรียกร้องขอให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน
ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ว่าวิกฤติภัยแล้งในปีนี้รุนแรงและยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัดในเดือนเมษายนและพฤษภาคมทำให้สุกรขุนกินอาหารน้อยลง ทำให้สุกรโตช้า เกษตรกรจำเป็นต้องยืดระยะเวลาการเลี้ยงออกไปอีก 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ได้น้ำหนักที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้ยังมีโรคที่มากับอากาศร้อนจัดและการขาดน้ำอีก ทำให้ผลผลิตสุกรในช่วงนี้ออกสู่ตลาดลดลงจากปกติ สวนทางกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ราคาสุกรในตลาดขณะนี้เป็นไปตามกลไกตลาด
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา และต้องซื้อน้ำสะอาดมาใช้ในฟาร์มยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่แล้งจัดปีนี้จึงต้องซื้อน้ำมาใช้มากกว่าทุกปี ขณะที่บางฟาร์มลงทุนขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึง 2 ส่วน ทั้งค่าเจาะบ่อและการปรับคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้บางฟาร์มที่มีปัญหาน้ำไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องขายลูกสุกรออกไปก่อนเพื่อบริหารจัดการกิจการของตนเอง เกษตรกรต้องเลี้ยงหมูที่ยาวกว่าปกติ และยังมีโรคที่มากับอากาศร้อนและขาดน้ำอีก ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง
ด้าน นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา บอกว่า ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เลี้ยงสุกรในกลุ่ม 160 ราย และผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องลดประมาณการเลี้ยงลง ประกอบกับยังมีโรคที่เกิดจากการน้ำไม่เพียงพอและอากาศร้อนจัดทำให้มีสุกรออกสู่ตลาดลดลงจากเดิม ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงสุกรปรับสูงขึ้น เพราะเกษตรกรต้องซื้อน้ำเพื่อใช้ในการทำความสะอาดและใช้เลี้ยงสุกรในฟาร์ม อีกทั้งต้องเผชิญกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสุกรหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้น
“ภัยแล้งปีนี้รุนแรงและกินระยะเวลานานกว่าทุกปีที่ผ่านมา ยิ่งอากาศที่ร้อนจัดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไม่เต็มที่ แม่หมูให้ลูกลดลง หมูขุนก็โตช้า บางเขตแล้งจัดต้องหยุดเลี้ยงไปแล้ว บางพื้นที่ต้องเจอกับการคุกคามจากโรคระบาดที่มากับอากาศร้อนอีก ตอนนี้ผู้เลี้ยงต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น แต่รายได้ลดลง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อราคาหมูในท้องตลาดอย่างแน่นอน ถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลา 2 เดือนต้นทุนเพิ่มเป็น 70-73 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อนที่ต้นทุน กก.ละ 65-67 บาท ที่เห็นชัดเจนราคารำข้าวขณะนี้อยู่ที่กก.ละ 9.80 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ 7.80 บาท หากสถานการณ์ภัยแล้งยังไม่คลี่คลายหลังเดือนพฤษภาคมจะต่อเนื่องในรอบการเลี้ยงเดือนตุลาคม” นายเสน่ห์ กล่าว
เช่นเดียวกับ นายกัมพล วงศ์พุทธิสินธุ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกร ภูซาง-เชียงคำ จ.พะเยา ระบุว่า วิกฤติภัยแล้งปีนี้รุนแรงมากที่สุดในรอบ 20 ปี สมาชิกของชมรมที่มีประมาณ 120 รายทั้งหมดเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูรายย่อย ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้มาก เพราะสภาพอากาศที่ร้อน หมูกินอาหารน้อย โตช้ามาก น้ำที่ใช้มักด้อยคุณภาพกว่าในช่วงฤดูกาลอื่น ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่หมูจะป่วยสูงมาก
นอกจากนี้พื้นที่ภาคเหนือในฤดูแล้งสภาพอากาศระหว่างวันผันผวนมาก ตอนเช้าอากาศเย็น ตกบ่ายแดดจัด ทำให้หมูเกิดอาการเครียด ไม่กินอาหาร หมูจะแคระแกร็น คุณภาพไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงก็สูงขึ้นจากการซื้อน้ำจากแหล่งอื่นมาใช้และการลดจำนวนหมูที่เลี้ยงลง ทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ หรือบางรายอาจถึงขั้นเลิกเลี้ยงไปเลย
ขณะที่ นายธนศักดิ์ เกิดเอียด ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยที่เป็นสมาชิกประมาณ 1,500 ราย เดือดร้อนมากจากการขาดแคลนน้ำใช้ พืชผักเสียหาย ในจำนวนนี้มีเกษตรกรที่เลี้ยงหมูร่วม 100 ราย ได้รับผลกระทบจากอากาศร้อน หมูกินอาหารได้น้อย โตช้า จึงต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ เกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนเลี้ยงที่สูงขึ้น บางหมู่บ้านขาดน้ำสะอาดต้องหยุดเลี้ยงทั้งที่ช่วงนี้ราคาหมูค่อนข้างดีก็ตาม
“เกษตรกรสมาชิกของสหกรณ์เดือดร้อนถ้วนหน้า รายได้ลดลง แถมยังต้องแบกต้นทุนผลิตที่เพิ่มขึ้นอีก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรให้อยู่ได้ และหมูที่ออกสู่ตลาดน้อยอาจจะกระทบต่อผู้บริโภคอีกด้วย” นายธนศักดิ์ กล่าว
ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนจากแกนนำของผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศที่กำลังเดือดร้อนจากสภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นทั่วไทยในขณะนี้



