ไลฟ์สไตล์

'เตือนเฝ้าระวัง เออีซี: โรคผิวหนังไร้พรมแดน'

'เตือนเฝ้าระวัง เออีซี: โรคผิวหนังไร้พรมแดน'

25 เม.ย. 2559

เตือนเฝ้าระวัง เออีซี: โรคผิวหนังไร้พรมแดน : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ

 
          รวมพลแพทย์ผิวหนัง ตอบโจทย์เปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังโรคติดต่อจากการย้ายถิ่นฐานของประชากรต่างด้าวที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของโรคผิวหนังต่างๆ ที่เคยพบและหายไปจากประเทศไทย อย่างเช่น โรคเรื้อน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ โรคเท้าช้าง โรคลิชมาเนีย อาจจะพบได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นที่คนไทยจะต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
 
          รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community:AEC) ในปัจจุบันทำให้พฤติกรรมการโยกย้ายถิ่นฐานในการเข้าทำงาน การท่องเที่ยวหรือการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย หรือประกอบกิจธุระอื่นๆ ของชาวต่างชาติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของโรคผิวหนังต่างๆ ที่เคยพบและหายไปจากประเทศไทย อย่างเช่น โรคเรื้อน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ โรคเท้าช้าง โรคลิชมาเนีย อาจจะพบได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นที่คนไทยจะต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
 
          ด้าน นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับโรคเรื้อนนั้น ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถกำจัดโรคเรื้อนจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ คือ อัตราความชุกโรคเรื้อนต่ำกว่า 1 ต่อ 10,000 ประชากร ตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน อยู่ใน “ระยะหลังกำจัดโรคเรื้อน” จากข้อมูลในปี 2549-2558 จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรไทยมีแนวโน้มลดลง คือ 615, 506, 401, 358, 405, 280, 220, 188, 208 และ 187 ราย โดยในปี 2558 จังหวัดที่พบจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สูงสุด 5 ลำดับแรก คือ นราธิวาส 25 ราย, ศรีสะเกษ 14 ราย, ปัตตานี 13 ราย, ชัยภูมิ 10 ราย, บุรีรัมย์ และยะลา จังหวัดละ 9 ราย ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรไทยยังคงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
 
          สำหรับในปี 2554-2558 จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประชากรต่างด้าวที่ตรวจพบในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือ 28, 22, 22, 47 และ 39 ราย โดยพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สัญชาติเมียนมาร์มากที่สุดคือ 149 ราย, กัมพูชา 3 ราย, ลาว 3 ราย, จีน อินเดีย, และอินโดนีเซีย สัญชาติละ 1 รายซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ปี 2556 ที่รายงานการค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประเทศที่มีพรมแดนติดต่อประเทศไทยมากที่สุด คือ เมียนมาร์ 2,950 ราย, กัมพูชา 373 ราย, มาเลเซีย 306 ราย, ลาว 84 ราย และไทย 188 ราย และปี 2558 ที่ผ่านมาประเทศไทยค้นพบจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนในประชากรต่างด้าวในพื้นที่ภาคเหนือมากที่สุด 27 ราย (ร้อยละ 69.2 ได้แก่ เชียงใหม่ 17 ราย, ตาก 5 ราย และแม่ฮ่องสอน 5 ราย) ภาคกลาง 8 ราย (ร้อยละ 20.5 ได้แก่ สมุทรปราการ 3 ราย, กรุงเทพฯ 2 ราย, กาญจนบุรี, นครปฐม และสมุทรสาคร จังหวัดละ 1 ราย) ภาคใต้ 4 ราย (ร้อยละ 10.3 สงขลา 4 ราย)
 
          นพ.กฤษฎา กล่าวต่อว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้มีประชากรต่างด้าวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้อาจมีผู้ป่วยโรคเรื้อนเดินทางเข้ามาด้วย จึงอาจทำให้โรคเรื้อนกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทยได้อีก เพราะมีปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ ดังนี้
          - ด้านบุคคล (Host) : ประชากรไทยมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดประชากรต่างด้าวที่เป็นโรคเรื้อน
          - ด้านเชื้อโรค (Agent) : การเพิ่มขึ้นของประชากรต่างด้าวเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะมีแหล่งรังโรคเรื้อน
          - ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) : ที่พักอาศัยของประชากรต่างด้าวที่เป็นชุมชนแออัดทำให้มีโอกาสเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเรื้อน
 
          ประกอบกับแรงงานต่างด้าวบางส่วนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทำให้เข้าไม่ถึงระบบบริการสาธารณสุข จึงไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ เพื่อการตรวจคัดกรองโรคเรื้อน เมื่อป่วยเป็นโรคเรื้อนทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาและสถานการณ์โรคเรื้อนในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ลดน้อยลงทำให้แพทย์และพยาบาลบางส่วนขาดทักษะในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคเรื้อน ซึ่งในการตรวจจะต้องใช้อาการทางคลินิกเป็นหลักสำคัญ โดยในปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการที่ง่าย สะดวก และมีความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรคเรื้อน ดังนั้นหากประชากรต่างด้าวที่เป็นโรคเรื้อนเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย และไม่ได้รับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องจึงมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อโรคเรื้อนมาสู่คนไทย
 
          “ขอแนะนำให้ประชาชนทุกคนหมั่นดูแลผิวหนัง ถ้าเป็นโรคผิวหนังที่ไม่คันและรักษาไม่หายภายในเวลา 3 เดือน หรือผิวหนังเป็นวงด่างสีขาวหรือแดง มีอาการชา หรือเป็นผื่นนูนแดง ผื่นวงแหวน ตุ่มแดง ไม่คัน ให้รีบไปพบแพทย์ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อรับการตรวจรักษา สำหรับผู้ที่ทำงานหรืออยู่ร่วมกับคนที่เป็นโรคเรื้อน ให้แนะนำหรือพาผู้ป่วยโรคเรื้อน หรือผู้มีอาการสงสัยโรคเรื้อนไปรับการตรวจรักษา ซึ่งโรคเรื้อนสามารถรักษาให้หายได้ ภายใน 6 เดือนถึง 2 ปี และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาภายในสัปดาห์แรกก็จะไม่แพร่โรค ดังนั้นจึงสามารถทำงานและดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมและชุมชนได้ตามปกติ” นพ.กฤษฎา กล่าวปิดท้าย
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย