
อย่ามองข้าม...โรคหวัด(cold) โรคสุดฮิต (1)
18 เม.ย. 2559
อย่ามองข้าม...โรคหวัด(cold) โรคสุดฮิต (1) : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ
โรคหวัดเป็นโรคที่คุ้นเคยของเรามานานแล้ว โดยปกติโรคหวัดทางการแพทย์ หมายถึงคนไข้มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือส่วนอยู่เหนือเส้นเสียงในหลอดลมขึ้นมาจนถึงช่องคอและจมูก ซึ่งสามารถแบ่งอาการไล่ตามอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น ในจมูก จะมีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก จาม ในคอ จะมีเจ็บคอคันคอ ระคายคอ ไอ คอแดง ต่อมทอนซิลโต แดง เป็นหนองและในหลอดลมส่วนต้น มีเสมหะ เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน โดยอาจมีอาการร่วมอื่นๆ นอกเหนือจากอาการของทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ ปวดหัว มึนหัว ปวดตัว เบื่ออาหาร ท้องเสีย หรือมีผื่นก็ยังเป็นได้
“หวัด” แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันอาจมีแค่เพียงบางอาการ แต่สาเหตุการเกิดโรคหวัดมาจากสาเหตุเดียวกัน คือ การติดเชื้อใน ทางเดินหายใจส่วนบน ดังนั้นเมื่อเป็นหวัด สิ่งที่ต้องทำก็คือ สังเกตตัวเองว่า “หวัด” ในครั้งนี้เป็นหวัดไวรัส หรือหวัดแบคทีเรีย เพราะมีการรักษาที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่พบว่ามักจะเป็นหวัดไวรัส คือมีอาการเจ็บคอนิดหน่อย มีน้ำมูกนิดหน่อย ไอจามนิดหน่อย เพลียๆ นิดหน่อย 2-3 วัน ก็หายเองได้ เพียงแค่พักผ่อนให้เพียงพอ บางทีเรายังไม่ทันสังเกตตัวเองด้วยซ้ำว่าเป็นหวัด มึนๆ กินยาพาราครั้งนึงก็หาย ไม่ต้องมาพบแพทย์ และถ้าจำที่เคยเรียนตอนเด็กๆ ได้ ครูจะบอกว่าหวัดเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสในอากาศ ไม่มียารักษาโดยตรง (เพราะไวรัสส่วนใหญ่ไม่มียาฆ่าเชื้อ) ใช้ยารักษาตามอาการ และรอให้หายเอง ซึ่งอาจมีมากถึง 70-80% ของจำนวนคนที่เป็นหวัดด้วยซ้ำ แต่หวัดที่อาการค่อนข้างหนักจนเป็นปัญหาให้ต้องมาหาหมอ ให้ลองสังเกตดูว่าเราเป็นหวัดจากการติดเชื้อไวรัส หรือติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนี้
1.สังเกตอาการตนเองว่าเป็นหวัดไวรัสหรือหวัดแบคทีเรีย ด้วยการสังเกตสีของน้ำมูกและเสมหะ ถ้าเป็นหวัดแบคทีเรีย น้ำมูกหรือเสมหะจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว เพราะเวลาเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นทหารไว้ป้องกันศัตรูในร่างกายของเรามาต่อสู้กับแบคทีเรียที่เป็นเชื้อโรค จะทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ในเม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดสีเหลืองสีเขียว ดังนั้นเมื่อเสมหะเปลี่ยนสี จากใสหรือสีขาว เป็นสีเหลืองสีเขียว บางครั้งเป็นสีน้ำตาลหรือมีปนเลือดบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นหวัดแบคทีเรียที่ต้องกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antibiotic หรือยาปฏิชีวนะ)
2.ให้อ้าปากส่องดูในคอเหมือนเวลาไปหาหมอ เราต้องรู้ว่าหมออยากดูอะไรในคอของเรา เราก็ส่องดูเองก่อนได้ โดยใช้ไฟฉายส่องดูคอในกระจก ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แสงขาว เช่น เปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ก็ได้ สิ่งสำคัญคือ เวลาอ้าปากต้องอ้าเพื่อให้เห็น “หลังคอ” โดยอ้าปากให้กว้างที่สุด แล้วสูดหายใจ “เข้า” ทาง “ปาก” ลิ้นจะต่ำลง ลิ้นไก่จะยกตัวขึ้น เปิดให้เห็นหลังคอ ไม่ต้องแลบลิ้นหรือกระดกลิ้น ไม่ต้องเกร็งลิ้น เพราะลิ้นจะยิ่งบังคอทำให้มองไม่เห็น จนหมอต้องเอาไม้กดลิ้นมากดลิ้นลง บางคนก็เกร็งลิ้นต้านหมอยิ่งทำให้มองไม่เห็น นอกจากบางคนลิ้นใหญ่จริงๆ อาจจะทำยังไงก็ไม่เห็น เมื่ออ้าปากเปิดคอเป็นแล้ว สิ่งที่ให้สังเกตคือ เราจะหาหลักฐานของการติดเชื้อแบคทีเรียเพื่อพิจารณาการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ให้ดูว่าคอแดงหรือไม่ มีต่อมทอนซิลที่อยู่ด้านข้าง 2 ข้างซ้ายขวาโตหรือไม่ บวมแดงเป็นหนองหรือไม่ ลิ้นไก่บวมแดงดูอักเสบหรือไม่ ถ้าคอดูค่อนข้างปกติ แดงนิดหน่อย ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส แต่ถ้าคอแดงมาก มีหนอง ลิ้นไก่บวมแดง ต่อมทอนซิลโตบวมแดงเป็นหนอง น่าจะเป็นแบคทีเรีย ซึ่งถ้าไม่ได้กินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอาจจะหายหวัดด้วยตัวเองยากหรือค่อนข้างช้า
3.สังเกตอาการของการเป็นไข้หวัดใหญ่ (influenza) เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัส เป็นข้อยกเว้นของหวัดไวรัสชนิดเดียวที่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงคือ ยา oseltamivir หรือที่รู้จักกันในชื่อยี่ห้อยา Tamiflu หรือขององค์การเภสัชคือ GPO-vir การติดเชื้อไวรัส
มีลักษณะเด่นคือจะมีอาการหลายๆ ระบบนอกเหนือไปจากอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องเสีย (ระบบทางเดินอาหาร) ปวดตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ (ระบบกล้ามเนื้อกระดูกและข้อ) ตาแดง ผื่น (ระบบผิวหนัง) ฯลฯ เรียกรวมๆ ว่า viral syndrome คืออาการของการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อไวรัสมีหลายชนิด ทั้งไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดทั่วๆ ไป ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสเดงกี่ที่ก่อโรคไข้เลือดออก ไวรัสตับอักเสบ จนกระทั่งไวรัส เอชไอวี ที่ก่อโรคเอดส์
ในตอนเริ่มต้นจะแสดงอาการของการติดเชื้อไวรัสเหมือนๆ กัน ทำให้บางครั้งแยกไม่ออกว่าเป็นโรคอะไร จนกว่าอาการอื่นที่ชัดเจนของโรคนั้นๆ จะปรากฏขึ้น เช่น ถ้ามีอาการของการติดเชื้อไวรัส คือ “คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดตัว” ร่วมกับอาการหวัดและเป็นค่อนข้างหนักให้สงสัย “ไข้หวัดใหญ่” ถ้ามีอาการของไวรัสร่วมกับไข้สูงลอยร่วมกับประวัติโดนยุงลายกัดนึกถึงไข้เลือดออก ถ้ามีอาการของไวรัสร่วมกับตัวเหลืองตาเหลืองนึกถึงไวรัสตับอักเสบ ถ้ามีอาการของไวรัสแล้วหายไปเอง พอนานๆ ไป เริ่มมีภูมิต่ำติดเชื้อง่าย จนหมอสงสัย เอชไอวี แล้วตรวจเจอ อาจจะย้อนมานึกออกว่าหลังไปรับความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มา มีอาการคล้ายๆ หวัด มีผื่น คล้ายๆจะเป็นติดเชื้อไวรัส พอหายไปเองก็เลยไม่ได้สนใจ นั่นอาจจะเป็นอาการแสดงของการติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลันก็เป็นได้ แล้วก็แพร่เชื้อต่อให้คนอื่นมาเรื่อยๆ จนกว่าจะแสดงอาการจนรู้ตัวว่าเป็นเอดส์ ซึ่งถ้าเราป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่สำส่อน ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ
พญ.ศาธิณี ลิมปิสุข
แพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป
รพ.กรุงเทพ



