
อย่ามองข้าม...โรคหวัด(cold) โรคสุดฮิต (จบ)
19 เม.ย. 2559
อย่ามองข้าม...โรคหวัด(cold) โรคสุดฮิต (จบ) : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ
ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไปหาหมอครั้งแรกหมอบอกไม่เป็นไร พอไปตรวจอีกทีเป็นไข้เลือดออกเป็นโรคนั้นโรคนี้ มันเป็นเพราะเหตุนี้ ซึ่งเราก็ต้องสังเกตตนเองว่ามีอาการอื่นอะไรร่วมด้วยอีกบ้าง เมื่อรู้แล้วว่าเป็น “หวัด” ขั้นตอนต่อไปคือการรักษา สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคหวัด แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ยาฆ่าเชื้อ กับยาที่ใช้รักษาตามอาการ ยาฆ่าเชื้อ คนไทยชอบเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ” ยาแก้อักเสบในความหมายของคนไทยมี 2 อย่าง คือ ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ (antibiotic หรือยาปฏิชีวนะ) กับยาแก้อักเสบแก้ปวด (NSIADs) แต่พอมาเรียกชื่อซ้ำกันว่ายาแก้อักเสบ ก็ทำให้งงไม่รู้กลไกของยาว่ากินไปเพื่ออะไร คิดว่าเป็นยาแก้อักเสบแก้เจ็บคอ เลยกินบ้างไม่กินบ้าง วันละมื้อสองมื้อ วันสองวันแล้วก็เลิกกิน ซึ่งไม่ควรทำ โดยยาฆ่าเชื้อสำหรับรักษาโรคหวัดมี 2 อย่าง คือ ยาฆ่าเชื้อไวรัส กับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ยาฆ่าเชื้อไวรัสมีชนิดเดียว คือ ยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ (oseltamivir หรือ Tamiflu) ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีมากมายหลายกลุ่ม
หลักการกินยาฆ่าเชื้อ คือ ถ้าทหารในตัวเราคือเซลล์เม็ดเลือดขาวแข็งแกร่งไม่พอในการต่อสู้กับเชื้อโรค จนเราต้องกินยาฆ่าเชื้อ เหมือนเราส่งอาวุธเข้าไปช่วยในการต่อสู้ เพราะฉะนั้นส่งอาวุธเข้าไป ต้องให้ตู้มเดียวจบ กินยาให้ถูกขนาด ครบมื้อ ครบจำนวนวัน ฆ่าเชื้อให้หมด ไม่ใช่กินนิดๆ กินบ้างไม่กินบ้าง กินแบบคิดว่าเป็นยาแก้เจ็บคอ พอหายเจ็บคอก็เลิกกิน พอเชื้อแบคทีเรียเจออาวุธเราเข้าไป จำนวนหนึ่งก็ตาย อีกจำนวนหนึ่งยังไม่ตาย ก็กลับไปพัฒนาอาวุธตัวเองกลับมาต่อสู้ใหม่ กลายเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดดื้อยา เพราะเคยเจออาวุธเราแล้วรอดมาได้ พอแบ่งตัวเพิ่มก็มีแต่ตัวพวกที่สู้อาวุธเราได้ทั้งนั้น เราก็จะกลายเป็นพวก “เป็นหวัดเชื้อดื้อยา” ไป สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัส โดยไวรัสจะไปทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเรา เหมือนโดนทำลายรั้วบ้าน โจรอื่นก็เข้ามาง่ายขึ้น เมื่อติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จึงอาจจะมีติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมวันหลังได้ โดยอาการตอนแรกเป็นเหมือนไวรัสร่วมกับอาการหวัด พอกินยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ ก็ไข้ลง หายปวดตัว กินข้าวได้ ต่อมาอีก 2-3 วันมีไข้กลับขึ้นมาอีก เสมหะเปลี่ยนสีเป็นเหลืองเขียว แสดงว่าโดนแบคทีเรียเข้าแล้ว ก็อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย
โรคแทรกซ้อนที่มาจากหวัด หากเป็นหวัดอาจจะมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวเดิม หรือลักษณะของร่างกายที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อในส่วนอื่นข้างเคียงร่วมด้วย เช่น ไซนัสอักเสบ เมื่อเป็นหวัด มีน้ำมูก มีเยื่อจมูกบวมที่ทำให้คัดจมูก จนลามขึ้นไปถึงโพรงไซนัสที่อยู่ข้างโพรงจมูกและหน้าผาก ทำให้มีหนองหรือน้ำมูกอยู่ในโพรงไซนัสด้วย เรียกว่า ไซนัสอักเสบ จะมีอาการปวดโพรงไซนัส เสียงอู้อี้ขึ้นจมูก หายใจมีกลิ่นเหม็น การรักษาใช้ยาคล้ายๆ รักษาหวัด แต่อาจจะเป็นยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้น ซึ่งควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ รวมทั้งการล้างจมูกด้วยตนเองก็ช่วยลดปริมาณเชื้อโรค และทำให้หายใจโล่งขึ้นได้ หูอักเสบ เนื่องจากหูและคอมีท่อที่เชื่อมต่อกัน คือ ท่อยูสเตเชียนทิวบ์ เมื่อเป็นหวัด เยื่อบุต่างๆ บวม ทำให้เยื่อที่บุอยู่ในท่อนี้บวมไปด้วยจนตีบตัน
จึงไม่สามารถระบายแรงดันอากาศในช่องหูชั้นกลางออกมาได้ ทำให้ปวดหู หรือบางครั้งเชื้อโรคอาจจะลามขึ้นไปติดเชื้อในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดเป็นหูอักเสบ หรือหูน้ำหนวกได้ด้วย การรักษาก็ใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดที่สามารถฆ่าเชื้อก่อโรคหูอักเสบได้ หรือมียาหยอดหูร่วมด้วย หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เมื่อเชื้อโรคผ่านหลอดลมลงมาส่วนล่าง เข้ามาที่ปอด ก็สามารถทำให้เป็นหลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบได้ จะทำให้ไอมากขึ้น มีไข้ หรือหอบเหนื่อยได้ บางกรณีที่เป็นมาก อาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับยาฆ่าเชื้อทางเส้นเลือด หอบหืด สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวเดิมเป็นหอบหืด คือหลอดลมมีความไวต่อการถูกกระตุ้นและเกิดการตีบตัว ทำให้หายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย มีเสียงวี้ดในปอด เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไขอาการหลอดลมตีบด้วยยาขยายหลอดลม คนที่เป็นโรคหอบหืดจึงต้องรีบรักษาหวัดให้หาย อย่าให้เป็นมาก ชักจากไข้สูง มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ให้รีบลดไข้ด้วยการเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้ อย่าปล่อยให้เด็กไข้สูงนาน จนเกิดอาการชัก และรักษาหวัดให้หาย การป้องกันโรคหวัด ทำได้ดังนี้
1.โรคหวัดติดต่อทางอากาศ หรือทางสารคัดหลั่งต่างๆ ที่ออกมาจากตัวผู้ป่วย เช่น ไอจามใส่กัน คนอื่นที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ อาจจะนอนน้อยพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย ก็จะติดเชื้อหวัดได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นหวัดให้ใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูกป้องกันไม่ให้ไอจามใส่คนอื่น หรือถ้าไม่อยากติดเชื้อหวัดจากใครเวลาที่ต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนเยอะ รถโดยสารสาธารณะ ห้องประชุม โดยเฉพาะเวลามาโรงพยาบาลที่เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค เราควรใส่หน้ากากป้องกันไม่ให้รับเชื้อ ล้างมือบ่อยๆ โอกาสในการติดหวัดก็จะน้อยลง
2.ถ้าหากเป็นหวัดแบคทีเรียที่มีต่อมทอนซิลอักเสบเกิน 6 ครั้งต่อปี หรือเกิน 2 เดือนครั้ง ให้ลองปรึกษาแพทย์หูคอจมูกเพื่อพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลออก อาจจะทำให้เป็นหวัดน้อยลง
อย่างไรก็ตามหากเป็นหวัดบ่อยมากๆ เป็นเกือบทุกเดือน หรือเป็นหวัดเชื้อดื้อยา ให้กลับมาพิจารณาตนเองว่าได้ดูแลสุขภาพตัวเองบ้างหรือยัง ปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอจนป่วยบ่อยหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ให้ปรับสมดุลชีวิตตนเองบ้าง จัดสรรเวลาในการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ลดความเครียดลง หรือกินผักผลไม้เพิ่มขึ้น รับประทานอาหารเสริมที่เสริมภูมิคุ้มกันบ้าง
พญ.ศาธิณี ลิมปิสุข
แพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป
รพ.กรุงเทพ



