ไลฟ์สไตล์

เร่งแผนผลิต-การตลาดข้าวครบวงจรดันข้าวไทยเป็นที่ยอมรับ

เร่งแผนผลิต-การตลาดข้าวครบวงจรดันข้าวไทยเป็นที่ยอมรับ

18 เม.ย. 2559

เร่งแผนผลิต-การตลาดข้าวครบวงจร ดันข้าวไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก : ดลมนัส กาเจรายงาน

            แม้จะมีการคาดคะเนกันว่าอีก 26 ปี หรือในปีปี 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 9,000 ล้านคน จากที่มีอยู่กว่า 7,000 ล้านคน อาจเกิดความมั่นคงด้านอาหาร ทำให้มีการจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ถือเป็นความร่วมมือด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งในระยะสั้นและระยะยาวภายในภูมิภาค และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินและความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านต่างๆ อันจะสั่นคลอนต่อความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาค อันจะถือโครงการต้นแบบให้กลุ่มประเทศต่างๆ ที่ประชากรบริโภคข้าวเป็นอาหารจานหลักก็ตาม แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันสินค้าประเภทข้าวยังถือว่าอยู่ในภาวะล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

            ถ้าดูตัวเลขแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวเป็นอันดับ 6 รองจากประเทศจีนซึ่งมีผลผลิตกว่าปีละ 140 ล้านตัน อย่างฤดูกาลผลิตปี 2557/2558 จีนมีผลผลิตข้าว 144.50 ตัน ตามด้วยอินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทยซึ่งมีผลผลิตปีละกว่า 20 ล้านตัน ที่ผ่านมาไทยส่งออกราวปี 8-10 ล้านตัน และจากข้าวที่อยู่ในภาวะล้นในปัจจุบันทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนด "แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร” ขึ้นมา และพลันที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายด้านข้าวภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรดังกล่าว กรมการข้าวรับสนองและพร้อมขับเคลื่อนควบคู่กับการส่งเสริมในการทำนาแปลงใหญ่ที่เชื่อมโยงไปถึงตลาดในทัน

            สำหรับ “แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร” พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้าวทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านข้าวภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ฤดูนาปี ปี 2559/60 โดยเน้นการแก้ปัญหาด้านการผลิตและการตลาดข้าวในปัจจุบันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงการตลาด อาทิ ปริมาณผลผลิตที่เกินความต้องการของตลาด ชนิดข้าวที่ผลิตได้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพราะขาดการส่งเสริมในการสร้างมูลค่าของข้าว เป็นต้น

            พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร จะดำเนินการแบ่งเป็น 4 ช่วง ประกอบด้วย 1.การกำหนดอุปสงค์และอุปทาน 2.ช่วงการผลิต 3.ช่วงการเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว 4.การตลาดในประเทศและการตลาดต่างประเทศ รวมทั้งมีการกำหนดมาตรการเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่นการปรับพื้นที่การปลูกข้าวไปเป็นเกษตรกรรมทางเลือก หรือปลูกพืชอายุสั้น เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดฝักอ่อน หรือการไถกลบตอซังและปลูกพืชปุ๋ยสดในนาข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะต้องมีการร่วมบูรณาการจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมยอมรับว่าวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างแต่ได้เตรียมปรับแผนในอนาคตไว้แล้ว

            “การดำเนินงานจะเน้นให้กรมการข้าวมีบทบาทมากขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์โดยจะต้องให้ความสำคัญการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการและเพียงพอต่อในการแจกจ่าย รวมถึงการใช้เครื่องจักรในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ใช้ประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์ได้อย่างสูงสุด ต่อไปนี้กรมการข้าวจะต้องเป็นหน่วยงานที่เข้ามามีส่วนรวมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับข้าว ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อให้เกิดการทำงานที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวที่กรมการข้าวได้วางแผนไว้” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

            ส่วนการดำเนินงานที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรแล้ว มีดังนี้ 1.กำหนดพื้นที่เป้าหมายการส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี 2559/60 2.ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.บริหารจัดการปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าว ควบคุมคุณภาพปุ๋ยและสารเคมี ปรับปรุงกฎระเบียบ การผลิตปัจจัย การบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร และการจัดการน้ำชลประทานเพื่อการปลูกข้าว 4.การลดต้นทุนการผลิต โดยการลดราคาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี การทำนาแปลงใหญ่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่าน ศพก. เป็นต้น 5.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ การลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรเพื่อการเพาะปลูก 6.การปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย พืชอายุสั้น ไถกลบตอซังและปลูกพืชปุ๋ยสด 7.การรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 8.การพัฒนาชาวนา เป็นต้น

            ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลข้าวทั้งระบบของประเทศนั้น เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตของคนไทย เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชาวนา และเรื่องข้าวเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ในหลายภาคส่วน จึงมอบนโยบายให้กรมการข้าวซึ่งนอกจากจะดูแลด้านการวิจัย การผลิตเมล็ดพันธุ์และกระจายเมล็ดพันธุ์ การส่งเสริมการผลิตให้มีคุณภาพดีแล้ว ยังให้กรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลงานด้านข้าวของประเทศครบทั้งวงจรโดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติเองทั้งหมด เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดของโลกให้ได้

            “จุดเด่นของการผลิตข้าวในประเทศไทยคือมีองค์ความรู้มากมาย ทั้งทางด้านวิชาการซึ่งหลายหน่วยงานให้ความสนใจพัฒนาองค์ความรู้ด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีองค์ความรู้ที่มาจากปราชญ์ชาวบ้าน อีกประการหนึ่งคือสภาพภูมิประเทศมีความเหมาะสมกับการผลิตข้าวคุณภาพ แต่ด้วยภาวะการแข่งขันสินค้าข้าวมีค่อนข้างสูง ทำให้เราประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงเนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำของเราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องปรับเปลี่ยนแข่งขันในด้านคุณภาพการผลิตข้าวโดยมีกรมการข้าวเป็นแม่งานหลักในการดูแลยุทธศาสตร์ข้าวทั้งระบบท่านจึงสั่งการให้กรมการข้าวตั้งทีมในการวางระบบงานผลิตข้าวครบวงจร และประสานงานให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนงานข้าวของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน” นายอนันต์ กล่าว

            อธิบดีกรมการข้าวระบุด้วยว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริการจัดการข้าว (นบข.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปฏิรูปการผลิตข้าวโดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยในการจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาข้าวในปัจจุบันโดยมี 2 ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง คือ

            ยุทธศาตร์ที่หนึ่ง เป็นยุทธศาสตร์การผลิตข้าวซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางแผนการผลิตในปี 2559/2560 ทั้งนาปีและนาปรังให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งกำหนดอุปสงค์รวมประมาณ 25 ล้านตันข้าวเปลือก และกำหนดเป้าหมายการผลิตประมาณ 27 ล้านตันข้าวเปลือก โดยจะขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงมหาดไทยประกาศเป็นพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวในพื้นที่ตามชนิดพันธุ์ที่เหมาะสม เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสี และข้าวอินทรีย์ และยุทธศาสตร์ที่สอง เป็นยุทธศาสตร์ด้านการตลาดขับเคลื่อนโดยกระทรวงพาณิชย์วางแผนการตลาดข้าวครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ

            นอกจากนี้กรมการข้าวยังมีดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการกำหนดให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสการแข่งขัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปข้าวด้วยการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่โดยให้ชาวนารวมกลุ่มวางแผนการผลิตข้าว บริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงการตลาด จึงสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ในที่สุดสอดคล้องกับโครงการเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมากรมการข้าวดำเนินการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ในรูปแบบการทำนาเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร

            ผลการดำเนินงานพบว่าชาวนามีความพึงพอใจในต้นทุนที่ลดลงและมีพื้นฐานการบริหารจัดการทำนาที่เข้มแข็ง ดังนั้นตั้งแต่ต้นปีนี้กรมการข้าวจึงส่งเสริมนาแปลงใหญ่กว่า 300 แปลง และเน้นพัฒนาการเชื่อมโยงตลาดให้มากขึ้นเช่นการจับมือภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งสภาหอการค้า โรงสีข้าวให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวเปลือก และพัฒนาการแปรรูปผลผลิตข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยมีภาครัฐเข้ามาส่งเสริมการใช้องค์ความรู้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาอย่างยั่งยืนต่อไป

            นับเป็นอีกมิติหนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาข้าวไทยที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ข้าวไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกในอนาคตและยกระดับของชาวนาไทยอีกด้วย