
ฉันทำงานด้วยการบังคับใจตัวเอง
17 เม.ย. 2559
ฉันทำงานด้วยการบังคับใจตัวเอง : คอลัมน์ หอมกลิ่นกล้วยไม้ โดย... ศ.ระพี สาคริก
บัดนี้ฉันมีอายุย่าง 95 ปีแล้ว แต่การรักษาสติเอาไว้ได้อย่างมั่นคงนั้น มันเกิดจากอดีตซึ่งทำงานด้วยการเอาชนะใจตัวเองมาตลอด ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2514 ใครๆ ก็มาขอร้องให้ฉันเขียนหนังสือกล้วยไม้เล่มใหญ่ ครั้นจะตอบไปว่า “ฉันไม่มีเวลา” ก็เกรงไปว่ามันจะทำให้เราเสียคน ครั้นมีคนมาคะยั้นคะยอหนักเข้า ฉันจึงตั้งใจไว้ว่า จะทำให้ดีที่สุด ซึ่งหนังสือเล่มนี้ควรจะมีอย่างน้อย 20 บท ใหญ่ๆ
อยู่มาวันหนึ่งฉันตัดสินใจไปหาผู้จัดการโรงพิมพ์ที่นับถือกัน หลังจากนั้นจึงลั่นวาจาฝากไว้ว่า ภายใน 1 เดือนจะส่งต้นฉบับให้หมด ทั้งที่เวลานั้นเริ่มเขียนไปได้เพียง 1 บทเท่านั้น แต่ตัวฉันเอง เป็นคนรักษาคำพูด ลองได้พูดคำไหนแล้ว จะต้องทำให้ได้ ทั้งนี้เพราะเกรงไปว่า ถ้าพูดไม่ตรงกับคำพูด ใครจะนับถือต่อไปในอนาคต
ฉันมีเครื่องพิมพ์อยู่ 2 เครื่อง ในขณะนั้นเป็นเครื่องพิมพ์แบบธรรมดา เครื่องหนึ่งเป็นภาษาไทย ส่วนอีกเครื่องเป็นภาษาอังกฤษ ทั้ง 2 เครื่องวางไว้ตรงหัวนอนเตียง เธอเชื่อไหมว่า ฉันพิมพ์หนังสือเล่มนี้ด้วยวิธีสัมผัส 10 นิ้ว ถึงนาทีละ 40 กว่าคำ แต่ก็คงไม่ได้หลับนอน มาตลอดทั้งเดือน ในที่สุดหนังสือเล่มนี้ก็สำเร็จ รวมแล้วมีความยาวร่วม 1,000 หน้า หลังจากนั้นฉันก็ต้องไปนอนในโรงพยาบาลจุฬา เพื่อให้น้ำเกลือ และพักฟื้นอยู่ประมาณ 1 เดือน
นี่แหละ คือเบื้องหลังหนังสือกล้วยไม้ ที่มีชื่อว่า “การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในสภาพแวดล้อมของเมืองไทย”
ซึ่งหลายคนต่อมาภายหลัง มักพูดกันว่า เพราะเขาได้หนังสือเล่มนี้ไปใช้ประโยชน์ จึงทำให้เขาลุกขึ้นมาประกอบอาชีพการปลูกกล้วยไม้ได้อย่างครบถ้วน เรื่องที่สอง ได้แก่ ช่วงที่ฉันทำงานอยู่ในภาควิชา เวลาส่งเรื่องขึ้นไปเสนออะไรก็ตาม กว่าจะกลับลงมา บางครั้งมันก็ต้องใช้เวลาร่วม 1 เดือน ฉันได้ยินเสียงหลายคนบ่นกันว่า ข้างบนทำงานช้าแสนช้า แม้แต่ตัวฉันเองก็บ่นแบบเดียวกัน
ฉันขึ้นไปเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยความจำเป็น เพราะภายในมันเกิดเรื่องจนกระทั่งไม่อาจมีใครควบคุมได้ เรื่องนี้มันกลับกันกับวิถีทางการเมืองที่เข้าไปสถาบันการศึกษาอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากผู้บริหารแทนที่จะพิจารณา นำเอาคนที่มีผลงานและมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับงานคุมคนด้วยสติปัญญา แต่กลับกลายเป็นการให้สมัคร หลังจากนั้นจึงมีการคัดเลือกโดยชุมชนในภายหลัง
เรื่องที่มันเกิดขึ้นนั้น หลักเดียวกันกับที่อาจารย์พุทธทาสพูดว่า อะไรที่มันเป็นปัญหา ถ้ากลับทิศทางมันได้ ก็แก้ปัญหาได้
ดังนั้นการที่ฉันต้องไปรับงานบริหาร เพราะมีการแตกความสามัคคีภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องการคนที่พูดกับคนทุกกลุ่มได้ ถ้าให้สมัครฉันคงไม่ยอม เพราะการสมัครก็ต้องพูดเรื่องความดีตัวเอง ซึ่งฉันไม่ทำแน่นอน ครั้นไปรับงานแล้ว ฉันทุ่มเททำงานลงสู่ด้านล่าง ตั้งแต่เช้ายันกลางคืน จาก 6 โมงเช้า ถึง 4-5 ทุ่ม ฉันใช้ชีวิตอยู่กับลูกศิษย์
ถ้าใครถามว่าเอาเวลาที่ไหนมาเซ็นหนังสือ คงตอบว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำแฟ้มทำงานทั้งหมดไปตั้งขวางหน้าไว้ในประตูเข้าบ้าน ทุกคืนก่อนไปนอน ฉันได้เห็นแฟ้มงาน ถ้าคืนไหนทำไม่ครบ ฉันจะไม่นอนอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ถ้าเรื่องมันล่าช้า คงไม่ยากที่จะหวนกลับลงมาค้นหา ว่าใครเกียจคร้าน เช่นนี้ นี่คือศิลปะในการดำเนินชีวิต ซึ่งมาใช้เพื่อผลดีแก่การทำงานให้มวลชน
สรุปแล้วสามารถกล่าวได้ว่า เมื่อเราอยู่ด้านล่าง ต่อว่าคนด้านบน ครั้นมีโอกาสขึ้นไปด้านบน ก็ไม่ควรลืมคำกล่าวในอดีต เพราะฉะนั้นโปรดอย่าทำในสิ่งที่ตัวเองเคยว่าคนอื่นเอาไว้ แค่นี้มันก็เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองพอแล้ว โดยไม่ต้องแก้ตัวกับใครทั้งสิ้น



