ไลฟ์สไตล์

'ภาพเด็กสามตาหน้าบึ้ง' ความเห็นต่างกลางเมืองภูเก็ต

'ภาพเด็กสามตาหน้าบึ้ง' ความเห็นต่างกลางเมืองภูเก็ต

14 เม.ย. 2559

'ภาพเด็กสามตาหน้าบึ้ง' ความเห็นต่างกลางเมืองภูเก็ต

 
                    ภาพกราฟิตี้ (ภาพพ่นสี) “เด็กน้อยสามตาหน้าบึ้ง” หรือ “มาร์ดี” บนผนัง 2 บาน ของตึกธนาคารชาร์เตอร์ด กลายเป็นประเด็นร้อนในพื้นที่ภูเก็ต แหล่งท่องเที่ยวดังที่สืบสานวัฒนธรรมอันสวยงามไทย จีน โปรตุเกส มาต่อเนื่องยาวนาน 
 
                    ภาพเด็กน้อยสามตาหน้าบึ้ง 2 ตัว ตัวหนึ่งหิ้วเสี่ยหนา (ปิ่นโต) ส่วนอีกตัวติดปิ่นตั้งซึ่งเป็นเข็มกลัดติดหน้าอก ที่ชาวภูเก็ตใช้ตกแต่งเสื้อผ้าเวลาออกงานต่างๆ กำลังเล่นซ่อนหากันบนฝาผนังตึกธนาคารชาร์เตอร์ดนี้ ถือเป็นภาพแรกของโครงการเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการคลอดบุตรแบบภูเก็ตและที่บ้านมีลูกชายอายุได้ 1 เดือน โดยจะพากันถือเสี่ยหนา (ปิ่นโต) ที่ภายในมีอิ่วปึ่ง (ข้าวเหนียวผัดกับกุ้งแห้งแบบจีนฮกเกี้ยน) นำไปแจกจ่ายให้บ้านญาติๆ 
 
                    ภาพดังกล่าวเป็นฝีมือการพ่นสีของศิลปิน Alex Face หรือ พัชรพล แตงรื่น ศิลปินกราฟฟิตี้ ดำเนินการภายใต้โครงการ F.A.T Phuket (Food Art old Town) ของกลุ่ม So Phuket ซึ่งมีทั้งหมด 12 ภาพ สะท้อน 12 วิถีคนภูเก็ตที่ผูกพันกับอาหารในเทศกาลและโอกาสต่างๆ เพื่อสนับสนุนการที่องค์การยูเนสโกประกาศให้ภูเก็ตเป็น Creative City of Gastronomy หรือ เมืองสร้างด้านวิทยาการอาหาร
 
                    ดูเหมือนว่าศิลปะบนพื้นฝาชิ้นนี้ไม่เพียงเฉพาะสื่อมวลชนที่สนใจเข้าร่วมฟังคำแถลงชี้แจงของผู้จัดทำเท่านั้น  แต่กลุ่มชุนชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต กลุ่มศิลปินภูเก็ต และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก..!!!  
 
                    ฟากที่เห็นด้วยยกเหตุไม่มีผลต่อโครงสร้างอาคาร และควรมีงานศิลปะเกิดขึ้นในเขตเมืองภูเก็ต ยอมรับที่ผ่านมาอาจมีการสื่อสารที่ผิดพลาด แต่ไม่ควรลบ 
 
                    ส่วนฝั่งมองต่างเห็นว่า รายละเอียดของภาพไม่ได้สื่อสารถึงความเป็นเมืองภูเก็ต และไม่เหมาะที่จะอยู่บนผนังตึกเก่าๆ
 
                    อดีตของภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังของเมืองไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงด้วยการเวลาและวัฒนธรรมตามยุคสมัย แต่ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความแนบเนียนไปในแนวทางเดียวกัน ดูไม่เคอะเขินท่ามกลางอดีตกับปัจจุบันแต่อย่างใด
 
                    ตั้งแต่ปี 2527 เรื่อยมา ได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์รายได้ของภูเก็ตซึ่งมาจากแร่ดีบุกเป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจย่านเมืองเก่าในพื้นที่ 210 ไร่ ค่อนข้างซบเซา 
 
                    แต่ด้วยความร่วมมือและตั้งใจของคนในชุมชนที่ปรับปรุงในด้านต่างๆ โดยอาศัยความเป็นตัวตนของคนท้องถิ่น คือ วิถีชีวิต อาคาร การแต่งกาย และอาหารเป็นตัวตั้ง หวังให้เศรษฐกิจพลิกเติบโตกลับมาเหมือนในอดีต
 
 
'ภาพเด็กสามตาหน้าบึ้ง' ความเห็นต่างกลางเมืองภูเก็ต
 
 
                    มีการนำสายสื่อสารลงดิน จนมาถึงในส่วนของธนาคารชาร์เตอร์ด ซึ่งไม่ได้ใช้งาน และทางธนารักษ์พื้นที่ภูเก็ตได้มอบอาคารดังกล่าวให้เทศบาลนครภูเก็ตดูแล โดยจัดทำหอศิลป์ หรือพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต มีการขออนุญาตขอใช้มาตั้งแต่ปี 2547 และได้รับอนุญาตในปี 2550 
 
                    นอกจากนี้ยังทำแผนขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนต่างๆ มาใช้ในการพัฒนา ซึ่งมีการวางแผนในการดำเนินการปรับปรุงอาคารจนถึงปัจจุบัน คาดว่าภายในเดือนพฤษภาคมนี้จะแล้วเสร็จ 
 
                    ประจวบเหมาะกับเทศบาลนครภูเก็ตได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร หรือ Creative City of Gastronomy และทางกลุ่มคนภูเก็ตซึ่งเป็นลูกหลานชาวภูเก็ต ร่วมกับศิลปินสตรีทอาร์ตชั้นนำที่พยายามผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งศิลปะ..!!! 
 
                    พวกเขาได้รวมตัวกันในนาม So Phuket และได้เสนอโครงการจัดทำภาพบนฝาผนังจำนวน 12 ภาพ บน 12 ผนัง ในเขตย่านเมืองเก่า เพื่อสะท้อน 12 วิถีคนภูเก็ตที่ผูกพันกับอาหารในเทศกาลต่างๆ และเป็นที่มาของภาพหนูน้อยสามตาบนฝาผนัง 2 บานของตึกธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
 
                    ผู้บริหารระดับสูงของแอติจูดคลับ วีระชัย ปรานวีระไพบูลย์ ซึ่งเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด อธิบายถึงการรวมตัวของกลุ่ม So Phuket ที่มีความตั้งใจจริงและมีความตั้งใจในการที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เมือง หลังจากที่ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร
 
                    หลังจากที่มีการรวมตัวกันแล้วก็มีแนวคิดในการที่จะจัดทำหนังสือเพื่อสื่อสารและอนุรักษ์ โดยมีการศึกษาค้นคว้าเพื่อให้หนังสือที่จะผลิตออกมานั้นน่าสนใจ ร่วมสมัยและมีความเป็นอาร์ตในระดับหนึ่ง
 
                    เมื่อทำกันมาได้ระดับหนึ่งพบว่า หากทำเช่นนี้ก็จะไม่ต่างจากหนังสือทำอาหารทั่วไป และวางอยู่ในชั้นหนังสือโดยไม่มีใครมอง โดยเฉพาะเมื่อรวมรวมรายการอาหารของภูเก็ต ซึ่งมีจำนวนเยอะมาก จึงได้วางกรอบโดยแบ่งอาหารเป็น 88 เมนู แบ่งเป็นเล่ม 1, 2 และ 3 มีการแยกแยะอาหารออกเป็น 12 หมวด เพื่อสะท้อนวิถีคนภูเก็ตเป็นหลัก
 
                    นอกจากนี้พวกเขายังคิดลงไปอีกว่า จะสื่อสารกับคนภูเก็ตอย่างไรให้รับรู้และเข้าใจได้ง่าย และพบว่าหลายๆ เมือง เช่น ปีนัง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ เป็นต้น เลือกใช้สตรีทอาร์ตหรือศิลปะริมถนนเป็นเครื่องมือในการจูงใจ
 
                    นั่นจึงเป็นที่มาของการเลือกใช้สตรีทอาร์ตที่เข้าถึงไม่ยากที่เข้าถึงคนที่หลากหลาย โดยแต่ละภาพก็จะคิวอาร์โค้ดเพื่อให้ข้อมูลแต่ละภาพนำกลับไปสู่ตัวหนังสือก่อนที่จะไปหาอาหารรับประทาน
 
 
'ภาพเด็กสามตาหน้าบึ้ง' ความเห็นต่างกลางเมืองภูเก็ต
 
 
                    เป็นการพาคนออกมาจากหนังสือ และจะมีการทำภาพกราฟฟิกอาหารเพื่อให้คนดาวน์โหลดฟรีไปใช้ในธุรกิจอาหารด้วยต่อไป.!!!
 
                    จากแนวคิดร่วมกันดังกล่าว จึงเกิดเป็น F.A.T Phuket (Food Art old Town) 12 ผนัง 12 ภาพ 12 วิถีชาวภูเก็ต ขึ้น โดย FAT หากสแลงก็แปลว่าอ้วน...??? ...แต่จริงๆ แล้วมาจาก Food Art old Town ด้วยมองว่า การสื่อสารต้องใช้คำที่เรียบง่ายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
 
                    12 ภาพบน 12 ผนัง ในเขตย่านเมืองเก่า เพื่อสะท้อน 12 วิถีคนภูเก็ต ประกอบด้วย 1.วิวาห์บาบ๋า (ขนม 12 อย่าง) 2.อาหารเช้าภูเก็ต 3.สภากาแฟยามบ่ายกับวัฒนธรรมกินโกปี้ (เตี่ยมซิ้ม) 4.การคลอดลูก (1 เดือนจะมีอิ่วปึ่ง) 5.ขนมเด็กวัยเรียน 6.พ้อต่อ (ขนมเต่าสีแดง) 7.ตรุษจีน 8.กินผัก 9.ไหว้เทวดา (ผลไม้ อาหารหวาน) 10.รถเข็นแผงลอย 11.ครัวในบ้าน (เขาทำอะไรกินกันบ้างในบ้าน) และ 12.ปิกนิกริมเลและงานเดินเต่า
 
                    เป็นการวาดภาพสตรีทอาร์ตที่สร้างความเชื่อมโยงของวิถีชีวิตชาวภูเก็ตกับเมืองสร้างสรรค์ที่จังหวัดภูเก็ตได้รับอย่างภาคภูมิใจ และเป็นตำราอาหารนอกห้องเรียน ที่เด็กภูเก็ตและนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้และซึมซับร่วมกันชุมชน
 
                    ภาพวาดทั้ง 12 ภาพ ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากศิลปินสตรีทอาร์ตชั้นนำ และเตรียมทำแผนที่ทางเดิน เพื่อเชื่อมโยงทั้ง 12 ผนังเข้าด้วยกัน อันจะเป็นสื่อที่จะทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้เยี่ยมชมภาพ และชิมอาหารได้เขตเมืองเก่าภูเก็ตอย่างทั่วถึง...???
 
                    ผู้จัดทำจึงเลือกพื้นที่ดำเนินการ เน้นเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมือง และจะเป็นสาธารณะ รวมทั้งสามารถสื่อสารกับคนหมู่มากได้ เบื้องต้นเป็นการใช้งบประมาณส่วนตัว รวมทั้งมีการจัดทำคู่มือประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีการพูดคุยกับ ททท.เบื้องต้นแล้ว พร้อมที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ โดยจะอยู่ในโครงการภูเก็ตเช็กอินในปีนี้ด้วย
 
                    ความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทำให้เสียกำลังใจหรือไม่ วีระชัยบอกว่า “จากการพูดคุยกับศิลปินก็รู้สึกใม่สบายใจ เพราะเขาบอกว่า แต่หากไม่ได้ทำงานตามที่ตั้งใจไว้จะเสียใจมากกว่า เนื่องจากมีงานที่สเก็ตช์ไว้แล้วหลายรูป”
 
                    แต่กระนั้นศิลปินเหล่านี้ยืนยันมั่นเหมาะ หากทุกคนยังให้โอกาสก็ยินดีที่จะทำต่อ เพราะมีการวางแผนไว้หมดแล้วสามารถทำต่อได้เลย
 
                    “พวกเราต้องขอโทษทุกฝ่ายกับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพราะอาจจะเป็นความผิดพลาดที่ทางกลุ่มมีการสื่อสารค่อนข้างน้อย ตกหล่น และมีการสื่อสารที่ผิดพลาดด้วยกันเองในหลายๆ ด้าน” ตัวแทนกลุ่ม So Phuket กล่าวด้วยความเคารพ
 
                    ภาพศิลปะกราฟิตี้บนฝาผนังอาคารพิพิธภัณฑ์เพรานากันนิทัศน์ (ตึกธนาคารชาร์เตอร์ด) กลางเมืองภูเก็ต จุดชนวนความเห็นต่างของคนสองฝ่ายที่รักเกาะกลางทะเลแห่งนี้ ไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งนี้ลุกลามขยายวงไป เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าคุยกัน คาดกันว่า  22 เมษายน คงมีทางออกที่ดีที่สุด!!