
ธรรมะยู-เทิร์น : ภาพยนตร์ชีวิต
14 เม.ย. 2559
ธรรมะยู-เทิร์น : ภาพยนตร์ชีวิต : บายไลน์...อิทธิโชโต
สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ
ความดี อันคนชั่วทำยาก
(พุทธพจน์)
ลูกศิษย์ไปดูหนังเรื่อง หลวงพี่แจ๊ด 4G แล้วเล่าให้ฟัง ถามว่า สมควรหรือไม่ที่จะนำพระมาล้อเล่นเป็นเรื่องตลก แม้ว่า หนังดูมีสาระอยู่บ้าง ที่พยายามสะท้อนปัญหาสังคมสมมุติสงฆ์ที่ไม่เหมาะไม่ควรในการทำปลุกเสก ใบ้หวย ทำเสน่ห์ ฯลฯ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องถูกจับสึก และโดนตำรวจจับในที่สุด แม้ว่าในตอนจบหลวงพี่สมมุติในเรื่องสามารถชวนเด็กแว้นมาบวชได้ก็ตาม แต่ถามว่า ระหว่างการหยิบยกปัญหาสังคมมาสะท้อนเพื่อให้เห็นจุดจบของคนทำไม่ดี ย่อมได้รับผลไม่ดี ส่วนคนทำดี ย่อมได้ดี และที่สำคัญคือ คนเราเปลี่ยนแปลงได้ จากการกระทำไม่ดี เมื่อเห็นโทษก็หันมาสู่การทำดีนั้น ผู้ชมจะเห็นประโยชน์ตรงนี้หรือไม่
ถึงที่สุดก็แล้วแต่ว่าคนดูจะนำแง่มุมไหนมาใช้กับชีวิตตัวเอง?
ในสมัยพุทธกาล มหาโจร ยังมาบวชได้ สมัยนี้เด็กแว้น ทำไมจะมาบวชไม่ได้
จริงๆ แล้ว ภาพยนตร์ก็คือมายา ชีวิตจริงก็เป็นมายาเหมือนกัน หนังสะท้อนผู้สร้าง ขณะเดียวกันก็สะท้อนผู้ชมด้วย ก็แล้วแต่ว่า ใครจะมองมุมไหน เพราะทุกอย่างก็เป็นธรรมะหมด ถ้ามองเป็น
สำหรับเราไม่ได้ดู แต่เห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาโลก ที่เขาจะสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาก็แล้วแต่วิธีคิดของแต่ละคนไป ถ้าไม่เหมาะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรเข้าไปดูแล แต่ก็ต้องมาถามว่า สิ่งที่สะท้อนออกมาจากหนังมันสะท้อนสภาพสังคมในทุกวันนี้ไหม
การสะท้อนภาพสังคมมีได้หลากหลายวิธี การทำหนังก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ถามว่า เวลาที่นำเรื่องลบๆ มาสอนคนให้ตระหนักถึงผลเสีย คนดูจะได้เรื่องเสียๆ ไปหรือจะได้แง่คิดที่จะไม่ทำเรื่องเสียๆ ในกรณีนี้ผู้สร้าง ผู้เขียนบท ผู้กำกับก็ต้องคิดให้รอบคอบ มันพูดยาก เพราะเรื่องทางโลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ จะให้ละเอียดลออ จนเห็นวัตรปฏิบัติจริงๆ ของพระแท้ๆ ก็ทำยาก ทำออกมาแล้ว ถามว่า ใครจะดู ขนาดพระเทศน์ให้ฟังครึ่งชั่วโมง ประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ยังไม่มีคนมาเลย หรือแค่จะเอาวัยรุ่นมาฟังพระเทศน์เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงหนึ่ง มันก็จะตายแล้ว แต่ถ้ามีหมอรำ หมอแคนซิ่ง หรือมีฉายหนัง มีงานรื่นเริงที่ไหน วัยรุ่นก็ไปอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน
ยิ่งนโยบายของรัฐสนับสนุนให้มีการจัดงานในวัดได้เพื่อหารายได้เข้าวัด ดึงคนเข้าวัด คิดดูแล้วกันว่าจะมีผลดีหรือผลเสียกันแน่ วัยรุ่นอาจเข้าวัดเพราะมีดนตรี มีงานรื่นเริง แต่ไม่ได้มาขัดเกลาตัวเอง ขณะเดียวกัน พอมีงานรื่นเริงในวัด แล้วพระไม่อยู่ในร่องในรอย พระมีปัญหา คนก็มาว่าพระอีก
ถามว่า เจตนาจัดงานในวัดดีไหม อาจจะมีเจตนาดี แต่คิดไม่ทัน ผลเสียก็เลยมีมาก ก็ต้องช่วยกันคิดพิจารณากันให้ดีๆ ว่า อะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะที่จะมาจัดในวัด จัดแล้วจะป้องกันอย่างไร หรือไม่จัดได้ไหม จัดปฏิบัติธรรมกันไปเลย จะดีกว่าไหม
เพราะการจะสร้างพระปฏิบัติดีได้หนึ่งรูปต้องใช้เวลาทั้งชีวิต ใช้เวลาหลายสิบปี แต่การทำลาย ใช้เวลาแป๊ปเดียวเท่านั้นเอง
สมัยเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เจ้าชายสิทธัตถะ กว่าจะสร้างตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง พระองค์ยังต้องใช้เวลาตั้ง ๖ ปี กว่าจะสำเร็จมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการสร้างคน เปลี่ยนแปลงคน แต่การทำลายนั้นง่ายนิดเดียว



