ไลฟ์สไตล์

พลิกดินเค็มเป็นแปลงเพาะปลูก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

พลิกดินเค็มเป็นแปลงเพาะปลูก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

11 เม.ย. 2559

พลิกดินเค็มเป็นแปลงเพาะปลูก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร : โดย...ดลมนัส กาเจ

 
                    เกือบ 40 ปี ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาดินเค็มนับตั้งแต่ปี 2520 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดถึง 60 ล้านไร่ แต่ประสบปัญหาดินเค็มมีถึง 17.8 ล้านไร่ หรือ 29% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งภาค คลุมพื้นที่ 18 จังหวัด 94 อำเภอ (ยกเว้น จ.เลย) ในจำนวนนี้มีพื้นที่ดินเค็มมาก 5 จังหวัด ได้แก่นครราชสีมา ร้อยเอ็ด สกลนคร มหาสารคาม และขอนแก่น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่มีศักยภาพในการแพร่เกลืออีก 19.4 ล้านไร่
 
                    จากปัญหาดังกล่าวกรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมกับกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ภาคเอกชน และท้องถิ่น ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มในภาคอีสาน เพื่อแก้ปัญหาดินเค็มอย่างบูรณาการ โดยยึดโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มเมืองเพีย ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เป็นต้นแบบ หรือ “เมืองเพียโมเดล” โดยมีสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 เป็นผู้รับผิดชอบ
 
                    นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ กล่าวบนเวทีสัมมนาในงาน “มหัศจรรย์ของดี วิถีดินเค็ม” ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ก่อนหน้านี้ว่า จากสภาพปัญหาของทรัพยากรดินที่มีความเสื่อมโทรม โดยเฉพาะปัญหาดินเค็ม และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ภาคอีสาน เป็นสาเหตุหนึ่งที่กรมพัฒนาที่ดินต้องเข้ามาพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินเค็มได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีความยั่งยืน เนื่องจากสภาพปัญหาดินเค็ม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
 
                    ดังนั้นกรมพัฒนาที่ดินต้องนำเทคโนโลยีต่างๆ มาแก้ไขปัญหาเพื่อให้เหมาะสม และมีความสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งกิจกรรมที่สำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม คือ โครงการปลูกไม้ยืนต้นป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม (เมืองเพีย) โครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย เพื่อลดการแพร่กระจายดินเค็ม ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม และจัดทำแปลงสาธิต ผลจากการดำเนินงานทำให้มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ โดยได้รับการจัดสรรขุดบ่อน้ำตื้น แล้วมีการต่อยอดในกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยการปลูกผักปลอดสารพิษ และได้จัดตั้งกลุ่มผลิตผักขึ้นในพื้นที่ดินเค็ม เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
 
                    ด้าน นายภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ทั้งหมด 768,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.บ้านไผ่ อ.โนนศิลา และ อ.ชนบท ที่ประสบปัญหาดินเค็มรุนแรง ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการเพาะปลูกได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งเกลือ และน้ำใต้ดินอยู่ในระดับที่ใกล้กับผิวดิน เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำใต้ดินเค็มจะซึมขึ้นสู่ผิวดินและทิ้งคราบเกลือไว้ เป็นอุปสรรคต่อการทำการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่นา ซึ่งไม่สามารถปลูกข้าวได้ตามปกติ
 
 
พลิกดินเค็มเป็นแปลงเพาะปลูก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร
 
 
                    ดังนั้นสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ได้เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม อีกทั้งสามารถใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรได้อย่างเหมาะสม ด้วยวิธีการด้านวิศวกรรม คือ การปรับรูปแปลงนา เพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ การสร้างระบบระบายน้ำใต้ดิน และการสร้างท่อลอดระบายเกลือ และด้วยวิธีการทางด้านพืช อาทิ ในพื้นที่ดินเค็มจัดได้ดำเนินการปลูกไม้ยืนต้นทนเค็มจำพวกกระถินออสเตรเลีย และปลูกหญ้าชอบเกลือ คือ หญ้าดิ๊กซี่ และในพื้นที่ที่มีระดับความเค็มปานกลางถึงเค็มน้อย ได้ดำเนินการปลูกไม้เศรษฐกิจทนเค็มบนคันนา ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา ไถกลบตอซังข้าว และปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน เช่น โสนแอฟริกัน ปอเทือง และถั่วพุ่ม ขุดบ่อน้ำตื้นสูบน้ำด้วยระบบโซลาร์เซลล์ เป็นต้น
 
                    “ผลจากที่เราได้ดำเนินการมาประสบผลสำเร็จได้ระดับหนึ่ง ทำให้วันนี้มีผลผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรปลูกในพื้นที่ดินเค็มนำมาจำหน่าย ทั้งข้าวหอมดินเค็ม เห็ด ผลิตภัณฑ์ประเภทผัก ซึ่งได้จากการเพาะปลูกในพื้นที่ดินเค็ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากต้นยูคาลิปตัส เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดปอเทือง และเมล็ดพันธุ์อะคาเซีย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น” นายภิญโญ กล่าว
 
                    ขณะที่ นางระเบียบ สละ เกษตรกรตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จในโครงการพัฒนาดินที่ทุ่งเมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เค็มว่า สมัยเด็กอยู่กับคุณยาย ซึ่งมีที่นา 60 ไร่ แต่ปลูกไม่ค่อยได้ จึงยึดอาชีพต้มเกลือขายถ้วยละ 50 สตางค์ เพราะไม่สามารถจะปลูกพืชอะไรได้เลย คุณยายจึงขายที่ไปไร่ละ 1,500 บาท เก็บเหลือไว้ 15 ไร่ กระทั่งปี 2549 กรมพัฒนาที่ดินมีโครงการพัฒนาดินเค็มให้ชาวบ้านไถกลบต่อซังข้าว ทางกลุ่มเอสซีจีให้ปลูกต้นยูคาลิปตัส แต่ชาวบ้านไม่เชื่อว่าจะทำได้ แต่ตัดสินใจร่วมโครงการ พบว่าเดิมที่พื้นที่ 15 ไร่ ทำนาได้ข้าวเพียง 30-40 ถุงปุ๋ย (ถุงละ 25 กก.) พอรวมโครงการได้ 3 ปีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นกว่า 100 ถุงปุ๋ย จนถึงสามารถปลูกพืชผักได้เกือบทุกอย่าง
 
                    เช่นเดียวกับ นางบัณฑิต เผือกคำ เกษตรกรวัย 57 ปี จากบ้านหนองนาวัว ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น บอกว่า สมัยคุณพ่อมีที่นา 30 ไร่ แต่ปลูกข้าวได้ไม่ถึง 100 กระสอบปุ๋ย บางปีไม่เพียงต่อการบริโภคในครัวเรือน เนื่องจากสภาพเป็นดินเค็ม พอมารุ่นลูกแบ่งที่ได้คนละ 10 ไร่ แบ่งทำนา 7 ไร่ กระทั่งในปี 2556 กรมพัฒนาที่ดินไปแก้ปัญหาดินเค็ม โดยแนะนำให้เกษตรกรไถกลบต่อซัง ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ใบไม้ แกลบ แล้วไถกลบ ชาวบ้านส่วนหนึ่งมองว่า อยู่หลายชั่วชีวิตคนแล้วไม่มีใครเอาชนะดินเค็มได้เลยจึงไม่มีเชื่อ แต่บางส่วนยอมทำตาม
 
                    หลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 1 ปี ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไรนัก จนเข้าสู่ปีที่ 3 และปีที่ 4 เริ่มเห็นผลชัดเจน พื้นที่ 7 ไร่ ทำนาได้ 130 กระสอบปุ๋ย แถมสามารถปลูกพืชสวนครัวขาย จำพวกพริกขี้หนู แตงกวา กะเพรา ฟักทอง เก็บผลผลิตขายวันเว้นวัน มีรายได้ครั้งละ 700-800 บาท เฉลี่ยแล้วตกเดือนละกว่า 1 หมื่นบาท
 
                    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของโครงการพัฒนาดินเค็มที่ดำเนินการโดยกรมพัฒนาดิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ดินเค็มโดยเฉพาะในภาคอีสาน
 
 
 
---------------------
 
(พลิกดินเค็มเป็นแปลงเพาะปลูก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร : โดย...ดลมนัส กาเจ)