ไลฟ์สไตล์

พระแซกคำ จามเทวี 'ดราม่า' ริมนทีเจ้าพระยา

พระแซกคำ จามเทวี 'ดราม่า' ริมนทีเจ้าพระยา

10 เม.ย. 2559

ท่องไปกับใจตน : พระแซกคำ จามเทวี 'ดราม่า' ริมนทีเจ้าพระยา : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]

 
                    บางเรื่องราว บางสถานที่ อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ยังดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปเที่ยวชม ไปเรียนรู้ ขณะที่บางแห่ง อยู่ใกล้เรานิดเดียว แต่มองไม่เห็น เพราะใกล้ตา ทว่าไกลใจ อย่างบริเวณริมน้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มี วัดคฤหบดี ประดิษฐานอยู่ใกล้สะพานพระราม 8 ใครนั่งรถผ่านไป-มา จะเห็นตัวอักษรประดับไว้บนหลังคาโดดเด่น เห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ลงจากสะพาน ว่า “พระพุทธแซกคำ” แต่ดูเหมือนไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เพราะอาจถูกเข้าใจว่าเป็นโฆษณาพระเครื่องไปซะงั้น
 
                    กระทั่งวันหนึ่ง ผมไปออกกำลังกายที่สวนหลวงพระราม 8 แล้วเดินไปจนถึงวัดคฤหบดี ได้สักการะพระปฏิมาประธานของวัด คือพระพุทธแซกคำ ได้อ่านประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วขนลุก เพราะพระประธานองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณ ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ อดีตศูนย์กลางอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่เมื่อกว่า 800 ปีก่อน 
 
                    แต่ที่ชวนฉงนยิ่งนักคือ พระนาม “แซกคำ” มีความหมายอย่างไร ?
 
                    เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูตำนานการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ซึ่งเล่าขานกันว่าเก่าแก่กว่าอาณาจักรล้านนาเสียอีก กล่าวคือสร้างในสมัยพระนางจามเทวี แห่งอาณาจักรหริภุญไชย (ลำพูน) เรืองอำนาจเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 หรือราว 1,200 ปีมาแล้ว โดยจอมกษัตรีทรงให้ช่างสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ เพื่อบูชาคุณพระชนก พระชนนี และพระองค์เอง และในระหว่างพิธีสมโภชพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ทรงตั้งจิตอธิษฐานด้วยความปีติโสมนัสว่า “พระพุทธรูปทั้งสาม สวยงามไม่มีที่ติ หากมีพระพุทธรูปองค์ใดที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งกว่า ก็ขอให้มาปรากฏในมณฑลพิธีนี้"
 
                    แล้วพลัน ทั่วมณฑลพิธีก็ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีขาว ก่อนมีลำแสงสีทองสาดลงมาจากท้องฟ้า พร้อมการปรากฏองค์ของพระพุทธรูปทองคำงามวิจิตร แหวกอากาศตามลำแสงลงมาประดิษฐานแทรกในระหว่างพระพุทธรูปทั้งสาม อันเป็นที่มาของพระนามที่เขียนตามภาษาโบราณว่า “พระพุทธแซกคำ” โดยร่ำลือว่า ท้าวสักกะอินทราธิราช หรือพระอินทร์ สดับคำอธิษฐานแห่งจอมกษัตรีจามเทวี จึงนิรมิตพระพุทธรูปองค์นี้ ประทานให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ครั้นเมื่อพญามังรายเถลิงอำนาจเข้ายึดครองหริภุญไชย พร้อมกับสถาปนาอาณาจักรล้านนา พระพุทธแซกคำจึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของล้านนาด้วย นี่จึงเป็นคำตอบว่า เหตุใด ภายในวัดคฤหบดี จึงมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี ตั้งโดดเด่นอยู่ไม่ไกลจากพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธแซกคำนั่นเอง
 
 
พระแซกคำ จามเทวี 'ดราม่า' ริมนทีเจ้าพระยา
 
 
                    คำถามที่ตามมาคือ แล้วไยพระพุทธรูปที่กำเนิด ณ แควต้นน้ำเจ้าพระยา คือแม่น้ำปิง จึงกลายมาเป็นพระปฏิมาประธานของอารามหลวงริมฝั่งเจ้าพระยาตอนปลายน้ำเช่นนี้ได้ คำตอบของคำถามนี้ นับว่า “ดราม่า” มากเรื่องหนึ่ง และไปเกี่ยวพันกับเจ้ามหาชีวิตแห่งอาณาจักรล้านช้างพระองค์ที่ผมเคยเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้มาแล้วว่า พระไชยเชษฐาธิราชเจ้า (พ.ศ.2077-2115) ทรงเป็นลูกครึ่งล้านนา-ล้านช้าง ด้วยทรงมีพระราชชนนีเป็นราชนิกุลในราชสำนักเชียงใหม่ และเคยเสด็จมาครองราชย์บัลลังก์ล้านนาราวหนึ่งปี ช่วงที่ราชสำนักเชียงใหม่เกิดปัญหา แต่แล้ว พระราชบิดาเสด็จสวรรคตกะทันหัน พระองค์ต้องเสด็จกลับไปครองอาณาจักรล้านช้าง ณ ราชธานีหลวงพระบาง ในพ.ศ.2091 ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขึ้นครองราชย์บัลลังก์กรุงศรีอยุธยาเช่นกัน
 
                    ในช่วงที่เสด็จกลับล้านช้างนั้นเอง พระเจ้าไชยเชษฐาได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของล้านนาไปด้วย 3 องค์คือ พระแก้วมรกต พระพุทธแซกคำ และพระบาง จากนั้น เมื่อทรงย้ายราชธานีจากหลวงพระบางไปนครเวียงจันทน์ ในปี 2103 เพื่อหลีกหนีการจู่โจมของกองทัพพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง และได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ไปประดิษฐานที่เวียงจันทน์ด้วย จนกระทั่งในปี 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา เป็นแม่ทัพไปตีเวียงจันทน์และจับกุมเจ้าอนุวงศ์กลับมากรุงเทพฯ ได้อัญเชิญพระพุทธแซกคำมาด้วย กาลต่อมา รัชกาลที่ 3 พระราชทานพระพุทธแซกคำ แก่พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นตระกูลภมรมนตรี และตระกูลชุมสาย ผู้สร้างวัดคฤหบดี ให้มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถตราบจนวันนี้เป็นเวลา 190 ปีเต็มแล้ว
 
                    สำหรับพระแก้วมรกต และพระบาง ถูกอัญเชิญมากรุงธนบุรี ในช่วงสงครามระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงเวียงจันทน์ พ.ศ.2321 ปัจจุบัน พระแก้วมรกตประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระบาง ประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี ได้ 3 ปี จนถึง พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้ส่งคืนราชสำนักล้านช้าง ปัจจุบัน ประดิษฐาน ณ หอพระบาง เมืองหลวงพระบาง
 
                    ปูชนียสถานสำคัญในวัดคฤหบดี ที่ไม่น่าพลาดชมอีกสิ่งหนึ่งคือ พระบรมธาตุเจดีย์ ภายในมีห้องที่สถิตของพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งชาวอังกฤษค้นพบโดยบังเอิญในผอบที่ขุดค้นพบบริเวณที่ตั้งกรุงกบิลพัสดุ์เดิม ในปี 2441 บนฝาผอบมีจารึกด้วยตัวอักษรพราหมี ระบุว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุในส่วนแบ่งของราชวงศ์ศากยะ โดยพระชินวงศ์ (พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) เสด็จธุดงค์ไปขณะที่มีการขุดค้นพบ จึงติดต่ออุปราชอังกฤษผู้ปกครองอินเดีย ขอให้ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อัญเชิญไปไว้ที่พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) เป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือพระราชทานให้วัดในญี่ปุ่นและศรีลังกา ต่อมาในพ.ศ.2547 เจ้าอาวาสวัดโพธิรักษ์รามาได้แบ่งพระบรมสาริกธาตุองค์หนึ่ง ให้ม.ล.อนงค์ ชุมสาย นิลอุบล นำมาบรรจุในพระบรมธาตุเจดีย์ วัดคฤหบดีแห่งนี้
 
                    แต่ละสิ่งล้วนทรงคุณค่า และมีประวัติความเป็นมาอันควรแก่ศึกษาเรียนรู้ แล้วไยเราจึงปล่อยให้สิ่งใกล้ตา กลับอยู่ไกลสุดกู่...จากใจเราเหลือเกิน
 
 
 
----------------------
 
(ท่องไปกับใจตน : พระแซกคำ จามเทวี 'ดราม่า' ริมนทีเจ้าพระยา : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])