ไลฟ์สไตล์

จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่...ทุ่งกุลายิ้มได้การเกษตรวิถีพุทธ

จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่...ทุ่งกุลายิ้มได้การเกษตรวิถีพุทธ

04 เม.ย. 2559

จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่...ทุ่งกุลายิ้มได้การเกษตรวิถีพุทธบนที่ดินแห้งผาก : ดลมนัส กาเจรายงาน

             หากย้อนอดีตก่อนปี 2530 พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ กินเนื้อที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ นับเป็นพื้นที่แห้งแล้ง สภาพทั่วไปเป็นดินทรายที่เต็มได้ด้วยทุ่งหญ้า แต่หลังจากที่มีโครงการน้ำพระทัยจากในหลวง (โครงการอีสานเขียว) ที่ดำเนินการระหว่างปี 2530-2533 ทำให้พื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะมิดีที่สุดในโลก และยังสามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้อีกหลายชนิด

             ที่เห็นชัดเจนและเป็นรูปธรรมในขณะนี้ คือพื้นที่วัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราช บ้านโพนตูม ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ที่ พระครูวินัยธรธีระพงษ์ ธีรปัญโญ เจ้าอาวาสวัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราช นำพื้นที่ส่วนหนึ่งจำนวน 13 ไร่ ที่แห้งผากนำวิถีพุทธ เน้นให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสียสละ และส่วนรวม เนรมิตเป็นสวนเกษตรที่มีเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกพืชผักรายละ 1 งาน ส่งให้ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส ทำให้มีรายได้ตกเดือนละ 6,000 บาท

             พระครูวินัยธรธีระพงษ์ บอกว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทำให้เกิดแห้งแล้งอย่างหนัก เกษตรกรไม่สามารถทำนาได้ ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ คนหนุ่มสาวต้องอพยพเข้าเมืองเพื่อไปหางานทำ ทางวัดจึงมองว่ามีพื้นที่ว่างเปล่า เดิมเป็นที่ทุ่งนา แต่ต่อมาทางวัดได้ขุดสระน้ำ 8-9 สระ นำดินที่ขุดสระไปถมที่ จึงคิดว่าน่าจะให้เกษตรกรมาปลูกพืชเพื่อจะได้มีรายได้เสริม แต่ไม่มีความรู้ด้านการตลาด ทราบเพียงห้างเทสโก้โลตัสมีโครงการรับซื้อสินค้าเกษตรไปขายในห้าง จึงลองประสานไปที่สาขาร้อยเอ็ดว่าจะทำอย่างไร ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักส่งขายบ้าง เพราะที่วัดพอมีแหล่งน้ำอยู่บ้าง

             หลังจากที่ได้รับคำแนะนำแล้ว จึงมารวมกลุ่มชาวบ้านได้ 21 คน ทางสำนักวิจัยและพัฒนาเขต 4 อุบลราชธานี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรร้อยเอ็ด ส่งตัวแทนจากเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรมาเป็นพี่เลี้ยง และเริ่มดำเนิน “โครงการปลูกผักกลางนา ทุ่งกุลายิ้มได้” โดยทางวัดเป็นผู้ลงทุนให้ก่อน และคิดว่าจะหักเปอร์เซ็นต์ ส่งคืนให้วัดทีหลัง โครงการนี้จึงเริ่มเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เน้นผักบุ้งจีนปลอดสารพิษ เพราะปลูกง่าย ใช้เวลาไม่นานก็เก็บเกี่ยวได้ ทำให้มีเกษตรกรร่วมโครงการปลูกผักบุ้งจำนวน 21 คน ปัจจุบันเกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้เสริมตกเดือนละ 5,000-6,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเกษตรกรส่วนหนึ่ง ปลูกคะน้า ผักชี ผักชีลาว ต้นหอม ถั่วฝักยาว กวางตุ้ง แตงกวา ฟักทอง และพริกขี้หนู เป็นต้น

             ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับการประสานงานจากวัดป่าทุ่งกุลาฯ แล้ว ทางกรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรร้อยเอ็ดดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชผักตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือจีเอพี ให้แก่เกษตรกรใน “โครงการปลูกผักกลางนา ทุ่งกุลายิ้มได้” ซึ่งอยู่ในพื้นที่วัดป่าทุ่งกุลา บ้านโพนตูม ซึ่งปรากฏว่าโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเป็นอย่างดี ระหว่างท่านเจ้าอาวาส คือ พระครูวินัยธรธีระพงษ์ ธีรปัญโญ กลุ่มเกษตรกร และภาคเอกชนคือห้างเทสโก้โลตัส และพรานเฟรช ในรูปแบบประชารัฐ โดยเริ่มต้นจากแนวคิดของวัด สานต่อด้วยชาวบ้าน เติมเต็มด้วยหน่วยงานราชการและภาคเอกชน ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

             สำหรับกรมวิชาการเกษตร ได้เติมเต็มองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมหลักสูตรเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักปลอดภัย การจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้และปฏิบัติร่วมกันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมแปลง การปลูก การจัดทำระบบน้ำในแปลงผัก การผลิตปุ๋ยหมักอย่างง่ายใช้เอง การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว พร้อมสนับสนุนการตรวจรับรองแหล่งผลิตตามมาตรฐานจีเอพีให้แก่เกษตรกร จำนวน 21 คน

             นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรได้มุ่งพัฒนาการบริหารจัดการสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของตลาด ทั้งเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย ความสด และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและตรงเวลาโดยดึงภาคเอกชนที่เป็นผู้รับซื้อมาร่วมวางแผน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้มีการใช้คิวอาร์โค้ด ด้วย

             “โครงการปลูกผักกลางนา ทุ่งกุลายิ้มได้ ทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชุมชน เกษตรกรมีงานทำและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ที่สำคัญยังช่วยให้มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวเฉลี่ยเดือนละกว่า 6,000 บาท จากพื้นที่เพียง 1 งานเท่านั้น ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่ชุมชนอื่นสามารถนำไปเป็นแบบอย่างได้" นายสมชาย กล่าว

             ส่วน น.ส.พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้โลตัส กล่าวว่า การที่เทสโก้โลตัสรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในโครงการนี้ ถือเป็นการสนองนโยบายประชารัฐ มีความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน และผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งได้เริ่มซื้อตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับซื้อผักบุ้งจากชาวบ้านไปแล้วกว่า 10 ตัน จำหน่ายในเทสโก้โลตัส ภาคอีสานที่มีอยู่กว่า 300 สาขา ปริมาณวันละ 300 กก. ขณะที่ความต้องการซื้อได้ทั้งหมดวันละ 500 กก.

             นอกจากนี้ เทสโก้โลตัสมีโครงการที่จะไปรับซื้อพืชผักจากโครงการปลูกพืชผักสวนครัวในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ จ.ปัตตานี เพื่อส่งไปจำหน่ายในเทสโก้โลตัสสาขาพื้นที่ภาคใต้ด้วย

             ขณะที่ นางเอมภัย สิงห์โยก แม่ค้าวัย 58 ปี บอกว่า ลูกสาวเข้าร่วมโครงการปลูกปลอดสารพิษกับวัดป่าทุ่งกุลาฯ ด้วย แต่ตนจะรับซื้อผักอย่างอื่นเพราะเทสโก้โลตัสรับซื้อเฉพาะผักบุ้ง โดยในแต่ละวันจะรับซื้อในราคากิโลกรัมละตั้งแต่ 15-20 บาท ลงทุนวันละ 500 บาท เพื่อนำไปขายตามชุมชนจะได้กำไรวันละ 300-400 บาท ถือว่ามีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง โดยไม่ต้องไปทำงานที่อื่น

             นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักที่ใช้น้ำน้อย และสร้างรายได้เป็นอย่างดี