ไลฟ์สไตล์

เที่ยวนี้ขอเล่า : สุขใจใน...'ลูเซิร์น'

เที่ยวนี้ขอเล่า : สุขใจใน...'ลูเซิร์น'

03 เม.ย. 2559

เที่ยวนี้ขอเล่า : สุขใจใน...'ลูเซิร์น' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected] IG - kan_hongthong

 
                    เป็น สวิตเซอร์แลนด์ รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่ามาทีไรก็สุขใจทุกครั้ง เพราะไม่ว่าจะสัญจรไปหาเมืองไหน สวิสก็ต้อนรับขับสู้ด้วยธรรมชาติที่งดงามเสมอ ก็ไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ ก็ยกให้สวิสเป็นดินแดนในฝัน เพราะไม่ว่าจะมองไปเหลี่ยมไหนมุมไหน ก็พบว่าประเทศนี้ช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิวระดับห้าดาวที่ทำให้เพลิดเพลินเจริญวิวเหลือเกิน
 
                    ไปเที่ยวนี้การท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย (www.myswitzerland.com) ช่วยประสานงานกับทุกภาคส่วนภายใต้คอนเซ็ปต์ “inlovewithswitzerland” เริ่มจากจัดการให้บินไปตั้งหลักที่ซูริก โดยสายการบินสวิสแอร์ (www.swissair.com) ที่เขามีบินตรงจากกรุงเทพไปซูริกทุกวัน จากซูริกจะไปเที่ยวเมืองไหนก็สะดวก เพราะรถไฟสวิสนั้นขึ้นชื่อเรื่องบริการอันสะดวกสบายและตรงต่อเวลา เรื่องนี้สวิสทราเวลซิสเต็ม (www.swisstravelsystem.com) ช่วยจัดการวางแผนเรื่องการเดินทางให้เสร็จสรรพ
 
                    จากซูริกนั่งโคลงเคลงบนรถไฟไป ลูเซิร์น ดินแดนแห่งทะเลสาบและทิวเขา ไม่นานก็ถึงลูเซิร์นในช่วงสปริงอากาศแปรปรวนคุ้มดีคุ้มร้ายตลอดวัน อะไรไม่ร้ายเท่าเมื่อไปถึงสถานีรถไฟลูเซิร์น ลมหนาวก็โหมกระพือมาต้อนรับเป็นการข่มขวัญ
 
                    สำหรับนักเดินทางที่สัญจรด้วยรถไฟ พอเดินออกมาจากชานชาลาจะสังเกตเห็นว่าสถานีรถไฟหรือบาห์นฮอฟของเมืองนี้ สวยงามไม่เบา หลังคาคดโค้งและสถาปัตยกรรมโดยรวมถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวสเปน ที่เห็นนี้เป็นหลังใหม่ สร้างขึ้นแทนหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้เมื่อปี 1971
 
                    มาถึงเมืองนี้แล้วสิ่งที่คุณจะสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดมีอยู่ 2 อย่างคือ ทะเลสาบลูเซิร์น กับ สะพานชาเปล  คนพกสวิสพาสมาเที่ยวมาลูเซิร์นวางแผนล่องเรือในทะเลสาบลูเซิร์นเอาไว้เลย เพราะสวิสพาสนั้น นอกจากรั่งรถเมล์ได้ฟรีแล้ว ยังใช้ล่องเรือฟรีอีกด้วย เรียกว่าจะขึ้นรถลงเรือก็เดินยืดแล้วยื่นบัตรนี้ได้ตลอด
 
                    แต่ก่อนจะสัญจรไปที่อื่น ฉันโฉบไปเดินดูอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ เพราะใช้สวิสพาสเข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี ที่นี่เขามีงานศิลปะหมุนเวียนกันมาอวดงานศิลปะดีๆ ทุกๆ เดือน อย่างช่วงที่ไปเป็นศิลปินชาวเยอรมันและเนเธอร์แลนด์หอบภาพเขียนมาเปิดการแสดงพอดี ด้านข้างพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่มีการแสดงคอนเสิร์ต โอเปรา ซึ่งมีการจัดแสดงอยู่เป็นประจำ
 
                    เดินขยับตัวไปนิดเดียว เป็น สะพานชาเปล ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 หนึ่งในโลโก้ของเมืองลูเซิร์น ว่ากันว่า ลูเซิร์นขาดอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่สะพานไม้อายุหลายร้อยปีที่มีไว้ข้ามแม่น้ำรอยซ์อย่างสะพานชาเปล เพราะหากขาดสะพานโบราณแห่งนี้ ลูเซิร์นก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นในยุโรปที่มีให้เห็นกันดาษดื่น หากแต่ขาดเอกลักษณ์ประจำเมือง ไม่มีผู้มาเยือนคนไหนที่เดินพรวดพราดผลีผลามข้ามไปมาอย่างเร็วรี่บนระยะทาง 200 เมตร เพราะใต้หลังคาที่คลุมสะพานไม้มีภาพวาดที่บอกเล่ามากมายหลายสิ่ง ไล่ไปตั้งแต่วิวทิวทัศน์ วิถีชีวิตผู้คน ประวัติของนักบุญไปจนถึงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของชาวสวิต เซอร์แลนด์ ซึ่งภาพเหล่านี้วาดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17
 
                    แม้สะพานแห่งนี้จะเคยถูกไฟไหม้ แต่ก็ได้รับการบูรณะและซ่อมแซมใหม่ให้กลับมามีสภาพแข็งแรงแต่ยังรักษาเค้าโครงเดิมเอาไว้ สะพานแห่งนี้จะเชื่อมต่อไปยังหอคอยทรงแปดเหลี่ยมสูง 34 เมตรที่ตั้งอยู่กลางน้ำ ซึ่งว่ากันว่าหอคอยนี้สร้างก่อนตัวสะพานด้วยซ้ำ ซึ่งในอดีตเคยทำหน้าที่หลายอย่าง เป็นทั้งกำแพงเมือง หอจดหมายเหตุ คลังเก็บสมบัติ และใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ
 
 
เที่ยวนี้ขอเล่า : สุขใจใน...'ลูเซิร์น'
 
 
                    สุดทางของสะพานแห่งนี้คือเมืองเก่าของลูเซิร์น เมื่อข้ามถึงย่านเมืองเก่า ที่ไม่อนุญาตให้รถยนต์วิ่ง จะเป็นถนนแคบๆ อันแสนคดเคี้ยวที่พาไปเจอกับอาคารเก่าแก่หลากสีสันที่เป็นทั้งบ้านเรือนของผู้คน โรงแรม และร้านรวง ที่เปิดรอนักเดินทางมาจับจ่าย
 
                    ถึงจะเป็นเมืองเก่าที่ไม่มีจัตุรัสงามๆ หรือมีลานกว้างเอาไว้ให้ผู้คนมานั่งเล่น แต่เมืองเก่าลูเซิร์นก็จัดว่าถูกใจนักช็อปเหลือเกิน เพราะเป็นเมืองเก่าขนาดย่อมที่อัดแน่นไปด้วยสินค้าแบรนด์เนมและโนเนม
 
                    เดินเหินในเมืองเก่าจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่หาดูได้ง่ายคือ ลวดลายภาพเขียนบนฝาผนังตามอาคารและจัตุรัสต่างๆ อย่างดงาม นอกจากนี้ ยังมีอาคารศาลาว่าการประจำเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำรอยส์สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1602 ในสไตล์เรเนซองส์ แต่ทำหลังคาเป็นรูปแบบเหมือนโรงนา เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ปัจจุบัน เวลามีการจัดงานแสดงที่สำคัญๆ ก็จะมาใช้ที่นี่
 
                    ยังมีนางแบบที่โด่งดังอีกอย่างหนึ่งของลูเซิร์น นั่นคือราชสีห์ที่นอนหน้าเศร้าอยู่บนแผ่นหิน เป็นอันรู้กันว่าคนมาลูเซิร์น ต้องเดินหาเจ้าสิงโตตัวนี้กันให้ว่อนไปหมด สิงโตตัวนี้เป็นอนุสาวรีย์แกะสลักที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ของทหารสวิตเซอร์แลนด์ที่เสียชีวิตระหว่างทำสงครามในฝรั่งเศส เมื่อปี 1792 ซึ่งทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวลูเซิร์น
 
                    อนุสาวรีย์รูปสิงโต ออกแบบและแกะสลักโดยบาร์เทล ธอร์วัลด์เซน ใช้เวลาแกะสลักอยู่ราว 2 ปีตั้งแต่ปี 1819-1821 ถ้าดูในรายละเอียดก็จะเห็นสิงโตมีหอกแทงอยู่ที่ข้างลำตัว เหมือนกับทหารสวิสที่ถูกทำร้าย ใบหน้าและดวงตาของสิงโตตัวนี้จึงเศร้าสร้อย ที่หัวของสิงโตจะมีโล่ ซึ่งเป็นรูปกากบาทอันเป็นสัญลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์ มาร์ค ทเวน นักเดินทางและนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน ยกย่องว่านี่คือผลงานแกะสลักที่น่าสะเทือนใจที่สุดในโลก
 
                    ที่จริงลูเซิร์นยังมีโบสถ์และวิหารอีกหลายแห่งให้เดินสายชมความงดงามกัน หนึ่งในนั้นคือวิหารประจำเมืองลูเซิร์น ที่มีหอคอยคู่สไตล์โกธิกอันงดงาม นี่คือโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 8 แต่มาถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อช่วงปี 1633 จากนั้นก็บูรณะขึ้นใหม่ สำหรับชาวสวิสเซอร์แลนด์ นี่คือโบสถ์สำคัญที่สุดของประเทศ
 
                    เช้าวันรุ่งขึ้น ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือไปสำรวจตลาดที่เรียกกันว่า ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต ที่มีชาวบ้านหอบผักผลไม้ ดอกไม้ต้นไม้วางขายกัน ที่จริงก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอก เพราะยังมีพวกชีส ขนมปัง และพวกแฮมมาวางขายด้วย
 
                    ขยับตัวไปอีกนิด เป็นตลาดปลา ที่อย่าเพิ่งจินตนาการว่าจะมีชาวประมงขนปลามาวางขายกันพึ่บพั่บ เพราะตลาดปลาในยุโรปก็เป็นแผงขายปลาเล็กๆ และไม่ได้มีปลาเยอะแยะมากมายนักเหมือนที่มัลดีฟส์ หรือพวกตลาดปลาที่ดาร์เอส ซาลาม
 
                    ที่จริงเมืองอย่างลูเซิร์น ไม่ต้องขยับตัวทำอะไรมากนักหรอก เพราะแค่นั่งเอ้อระเหยอยู่ริมน้ำ ทอดสายตามองทะเลสาบ แค่นี้สุขใจแล้ว
 
 
 
----------------------
 
(เที่ยวนี้ขอเล่า : สุขใจใน...'ลูเซิร์น' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected] IG - kan_hongthong)