ไลฟ์สไตล์

 จบม.4 สอบแกต-แพตร.ร.กวดวิชารวยขึ้น!- พ่อแม่จนลง!

จบม.4 สอบแกต-แพตร.ร.กวดวิชารวยขึ้น!- พ่อแม่จนลง!

31 ก.ค. 2552

"แฉ ! ทปอ.งาบหัวคิวผู้สอบแกต-แพต 20 บาท" กลายเป็นเรื่องเด่น ประเด็นร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองค่อนประเทศไทย ที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดใน พ.ศ.นี้ เพราะไม่บ่อยนักที่จะหา "คนกล้า" ออกมาเปิดโปงให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน ในยุคที่สังคมไทยกำลังป่วยหนัก ! ! ด้านจิตสำนึกส

 วันวานของ "ด.ช.อำนวย สุนทรโชติ" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนเด็กไทยยุคออนไลน์กำลังเฟื่องฟูมีพ่อแม่ปรนเปรอวัตถุนิยมให้จนแทบสำลักตาย ! แต่ด้วยวิถีชีวิตเรียบง่ายตามแบบฉบับของชาวนาไทยในชนบท กลับหล่อหลอมให้ "ด.ช.อำนวย สุนทรโชติ" มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น แบ่งปันความสุขให้คนอื่นด้วยใจอารี แต่ในหัวอกของหนูน้อยไม่เคยลืมความฝันจะเป็น "นักธุรกิจ" ให้ได้ เมื่อเรียนสำเร็จชั้น ม.ปลาย จาก ร.ร.เบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ก็เอนทรานซ์ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ (เครื่องกล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 "วิศวกรอำนวย"  ใช้ชีวิตทำงานเพียง 4-5 ปีใน 2 บริษัทยักษ์ใหญ่วงการน้ำมัน คือ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท คูเวตปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด จากนั้นก็เบนเข็มชีวิตเป็น "นักธุรกิจ" เปิดปั๊มน้ำมัน 3 ปั๊มที่ จ.ฉะเชิงเทรา บ้านเกิด จนกระทั่งงานมั่นคง ก็เริ่มงานด้านการศึกษาที่ "อยากทำ"

 สกัด "แป๊ะเจี๊ยะ" ผลงานชิ้นโบแดง ที่ "อำนวย" จุดกระแสสังคม และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ในรัฐบาล "ขิงแก่" ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศ "ห้ามสถานศึกษาเรียกรับเงินบริจาคทุกประเภทในช่วงรับนักเรียน" อานิสงส์นี้ทำให้ "เด็กฝาก" ที่มาพร้อมกับ "แป๊ะเจี๊ยะ" กระทำได้ยากมากขึ้น

 "อำนวย" รุกต่อเกาะติดระบบคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งพบว่า ระบบแอดมิชชั่นส์ที่นำมาใช้แทนระบบเอนทรานซ์เดิม ทำให้ได้นิสิต นักศึกษาที่ด้อยคุณภาพ แถมยังสร้างความทุกข์หนักให้แก่เด็กไทยอยู่ทุกวันนี้

 "ระบบเอนทรานซ์ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 เป็นระบบคัดคนที่ดีที่สุดของไทย ไม่มีระบบอุปถัมภ์ แต่มีข้อติที่เด็กเครียดและมุ่งกวดวิชาการ จริงๆ ปัญหาคือข้อสอบยากกว่าเนื้อหาที่เด็ก ม.6 เรียนในห้องเรียน แม้เด็กทำแบบฝึกหัดตามตำราเรียนได้ครบ ก็เอนท์ไม่ได้ วิธีแก้ควรปรับระดับความยากง่ายของข้อสอบ แต่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทิ้งระบบนี้ไปเลยและสร้างระบบแอดมิชชั่นส์มาใช้เมื่อปี 2549 ผลปรากฏว่าเด็กมุ่งกวดวิชามากขึ้น เครียดกันทั้งพ่อแม่และเด็ก"

 ไม่เพียงเท่านั้น "แอดมิชชั่นส์" ทำให้โรงเรียนปล่อยเกรดช่วยเด็ก ทำให้คุณภาพการเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาต่ำลง เด็กไม่สนใจการเรียนในห้องเรียนตามที่ ทปอ.อ้าง เพราะว่าเด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามมากก็ได้เกรดมาได้ง่ายๆ ส่วนโอเน็ตก็มีปัญหาเพราะเจตนารมณ์ไม่ได้ใช้เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยจึงให้สอบครั้งเดียวในชีวิต ทำให้เด็กที่ป่วยหรือติดภารกิจเสียอนาคตทั้งชีวิต เพราะคะแนนโอเน็ตติดตัวเด็กจนวันตายคล้ายสีผิวและชาติกำเนิด

 แอดมิชชั่นส์ระยะที่ 1 (2549-2552) ใช้สัดส่วน เกรดเฉลี่ย ม.ปลาย หรือจีแพ็กซ์ 30% ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต 40% และผลสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต 30% ส่วนแอดมิชชั่นส์ระยะที่ 2 (เริ่มปี 2553) จะใช้เกรดเฉลี่ย ม.ปลาย 20% โอเน็ต 30% และสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือแกต และการสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ หรือแพต โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) รวมกัน 50%

 "ปัญหาเกรดเฟ้อและโอเน็ตยังคงเดิม แกต แพตเพิ่มปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก เพราะให้สอบปีละ 3 ครั้ง ต้องเสียค่าสมัครเกือบ 5,000 บาทต่อคน สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดก็คือ ทปอ.ยอมให้เด็กที่เพิ่งเรียนจบ ม.4 เข้าสอบแกต แพตได้ ทั้งที่ข้อสอบแพตความรู้จนจบ ม.6 จึงเป็นการทำลายการศึกษาชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะว่าเด็กที่ขึ้น ม.ปลายจะเลิกสนใจเรียนในห้องเรียน และมุ่งหน้ากวดวิชาให้จบหลักสูตร ม.6  ทำให้โรงเรียนกวดวิชาร่ำรวยขึ้น แต่พ่อแม่จนลง แม้เด็กได้คะแนนสูงแต่ต้องเรียนจบ ม.6 ถึงเรียนมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการเลิกระบบสอบเทียบมา 10 ปีแล้ว"

  สิ่งที่น่าเป็นห่วง เด็ก ม.6 จะเลือกคณะในระบบแอดมิชชั่นส์กลางได้อย่างไร เพราะไม่มีฐานคะแนนเดิมให้เปรียบเทียบ ซึ่งจะเกิดความวุ่นวายและผิดพลาดเหมือนใช้แอดมิชชั่นส์ครั้งแรก และที่น่าหดหู่ใจที่สุด ทปอ.แม้มีมติออกมาว่าจะใช้เงื่อนไขใดในแอดมิชชั่นส์ปี 2553 แต่เกือบทุกมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ. ไม่ปฏิบัติตามมติ ทปอ. เช่น จุฬาฯ อธิการบดีนั่งประธาน ทปอ.ก็รับตรง เช่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณบดีเป็นเลขาธิการ ทปอ.ก็จะรับตรง 100%

 "ตลกมาก จะอยู่กันอย่างไร เป็นผู้ใหญ่ไม่น่าทำกันแบบนี้ แต่ปัญหาที่เกิดเด็กต้องตระเวนสอบรับตรง เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา แต่คุณภาพการศึกษาตกต่ำ"
 
    0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0รายงาน