ไลฟ์สไตล์

ค่ายาพุ่งชาวบ้าน-รัฐอ่วมช่องโหว่กม.สินค้าไม่ปลอดภัย

ค่ายาพุ่งชาวบ้าน-รัฐอ่วมช่องโหว่กม.สินค้าไม่ปลอดภัย

05 ก.พ. 2552

21 ก.พ.นี้พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยพ.ศ.2551 จะมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งเนื้อหากฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมากเพราะมุ่งปกป้องประชาชนจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เช่น มือถือ เครื่องไฟฟ้า

แต่ทว่าในกลุ่มวิชาชีพสุขภาพเช่นแพทย์ พยาบาลกลับวิตกกังวลเพราะเห็นถึงช่องโหว่กฎหมายนี้ในแง่กระทบต่อยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ ที่ใช้รักษาผู้ป่วย "หากมีผลข้างเคียงหรือแพ้ยาอาจต้องถูกฟ้องร่วมกันทั้งคณะได้ ในฐานะผู้ผลิต-ผสม-แปรรูปยาตามกฎหมายนี้ ต่อไปแพทย์ พยาบาลจะไม่กล้าผสมยาฉีด ยาคีโม วัคซีน ผสมน้ำเกลือหรือแปรสภาพยาผงให้เป็นยาเหลวให้คนไข้ โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ก่อนจะฉีดยาช่วยชีวิต กฎหมายนี้ให้แจ้งให้คนไข้รู้ก่อน ซึ่งทางปฏิบัติทำได้ยากเช่น คนไข้สลบอยู่แล้วต้องให้ยาช่วยชีวิต จะบอกให้คนไข้รู้ได้อย่างไร ไม่มีระบุยกเว้นไว้ และหากแพ้ยาต้องรับผิดชอบไปด้วย อีกทั้งร้านขายยาอาจไม่กล้าจ่ายยาตักนับเม็ดที่ไม่มีฉลาก ซึ่งราคาถูก แต่หันไปขายยาที่เป็นกล่อง-แผงที่มีฉลากกำกับราคาแพงแทน คลินิกไม่กล้าตัก-จ่ายยาให้คนไข้บางแห่งอาจให้ใบสั่งยาไปซื้อยาจากร้านยาเอง การต้องมีเอกสารกำกับทำให้ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้นและราคาแพงขึ้น แต่ผลที่ได้รับคือประชาชนก็จะปลอดภัยมากขึ้น " น.อ.(พิเศษ)นพ.อิทธพร คณะเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภาชี้ถึงผลกระทบหลังกฎหมายเริ่มใช้ น.อ.(พิเศษ)นพ.อิทธพร แจกแจงว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องประชาชนจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยแม้ว่าไม่ได้ระบุถึงยา เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ แต่กลับมีการตีความรวมครอบคลุมไปทั้งหมดและยังให้ครอบคลุมวงกว้างทางสุขภาพตั้งแต่ผู้ผลิตยา ผู้นำเข้า โรงพยาบาล คลินิกต่างๆจนถึงแพทย์ที่สั่งยา พยาบาลที่เตรียมยา แบ่งยา ให้ยา เภสัชกรผู้จัดยา ร้านขายยา ทันตแพทย์ แพทย์แผนไทย สมุนไพร ยาไทย ไม่เว้นแม้สินค้าโอทอป ทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้อยู่ในฐานะผู้ประกอบการ และทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้า ผู้ที่ได้เปรียบจะเป็นกิจการหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้ามาตรฐานต้นทุนสูงซึ่งมักขายในราคาแพงอยู่แล้ว การที่ยา เวชภัณฑ์ ที่ใช้ในการรักษาพยาบาลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ และยังมีผลให้บุคคลากรอาจถูกฟ้องได้ ทั้งกฎหมายนี้และตามกฎหมายในมาตรา 14 คือฟ้องแพ่ง,อาญาและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคได้ และมาตรา 10 ให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสมาคมและมูลนิธิมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายแทนผู้เสียหายได้ รวมทั้งมาตรา 11 หากผู้เสียหายตายญาติเช่น สามี ภริยา ลูกที่ได้รับความเสียหายทางจิตใจ ฟ้องค่าเสียใจได้ ถ้าผู้ประกอบการทำผิดจริงให้ศาลมีอำนาจสั่งปรับได้ แต่ความเสียหายทางจิตใจ จะวัดมาตรฐาน คิดค่าเสียหายอย่างไร และแม้มาตรา 7 ระบุให้มีฉลากเตือนผู้บริโภคก่อนแต่มาตรา 9 กลับให้รับผิดหากเสียหายทั้งที่แจ้งเตือนแล้วซึ่งดูเหมือนขัดแย้งกันเอง เขามองว่า กฎหมายฉบับนี้ จะส่งผลกระทบต่อยาและเวชภัณฑ์มาก ข้อดีคือยาทุกชนิดทุกแผน ยาสมุนไพร ลูกกลอน จะต้องติดฉลาก มีเอกสารกำกับยาอย่างละเอียดและได้มาตรฐานเช่น บอกสรรพคุณ วิธีการกิน การแบ่งยาขายไม่กี่เม็ดหรือเป็นซองเล็กๆอาจทำไม่ได้อีกต่อไป ยาซอง ยาสมุนไพรในชนบทราคาถูกที่ปรับตัวไม่ได้จะค่อยๆหายไป ในทางกลับกันประชาชน 40 ล้านคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ใช้ยาในโครงการ30บาททุกโรคไม่ต้องจ่ายค่ายา แต่รัฐต้องเตรียมจ่ายเงินค่ายามากขึ้น ส่วนคลินิกและโรงพยาบาลเอกชนนั้นราคาย่อมจะแพงขึ้นตามต้นทุนค่ายา และยังต้องเตรียมต้นทุนช่วยเหลือคนไข้กรณีเกิดความเสียหายจากยาและค่าทนายความเมื่อถูกฟ้อง ที่สำคัญโรงพยาบาลกว่า 1 พันแห่ง ในกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ต้องเตรียมรับปัญหานี้ทั้งจัดระบบยาใหม่ ที่ปลอดภัยขึ้น เตรียมเงินและทนายมารอรับการฟ้องที่อาจมีทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกรถูกคนไข้ที่เสียหายฟ้อง มิฉะนั้น วิชาชีพเหล่านี้จะถอดใจลาออกจากระบบ หรือย้ายไปโรงพยาบาลรัฐอื่นที่ปลอดภัยรวมทั้งเอกชนมากขึ้น ซึ่งเชื่อได้ว่าเมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ จะเกิดคดีฟ้องร้องเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้เนื้อหามีประโยชน์ต่อประชาชนมาก แต่ยังมีช่องโหว่ส่งผลกระทบกลุ่มยา เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการช่วยชีวิต และมิได้ค้ากำไรในตลาดทั่วไป ทั้งยังมีกฎหมายของตนเองอยู่แล้ว ดังนั้น ทางออกของปัญหาคือต้องออกกฎกระทรวงยกเว้นสินค้าที่ วิเคราะห์ว่ามีปัญหาและผลกระทบมากต่อประชาชน ให้ไม่เข้าตามกฎหมายนี้ แต่เพิ่งมีสินค้า 2 ชนิดที่ขอยกเว้นคือยาที่อยู่ระหว่างวิจัยทดลองกับสินค้าเกษตรกรรมบางอย่าง และแม้จะเร่งออกกฎกระทรวง ป้องกันปัญหา ก็อาจไม่ทันวันที่ 21 ก.พเพราะพ.ร.บ.นี้จะเริ่มใช้แล้ว "เดือนแรกที่กฎหมายนี้มีผลใช้วงการสาธารณสุขคงวุ่นวายบ้าง แต่ทุกฝ่ายจะปรับตัวได้ ระยะยาวรัฐควรติดตามผลกระทบภาคส่วนต่างๆ และปรับปรุงกฎหมายมีประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะด้านยาและเวชภัณฑ์ในการช่วยชีวิต ที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าเสนอขายหากำไร ควรแยกมาพัฒนาใส่ไว้ในกฎหมายเฉพาะเช่น พ.ร.บ.ยาที่จะออกใหม่โดยตรงแทนการเอาไปรวมกับเครื่องใช้ไฟฟ้ามือถือ " น.อ.(พิเศษ)นพ.อิทธพรบอกทิ้งท้าย 0ธรรมรัชกิจฉลอง 0