ไลฟ์สไตล์

ขอความเงียบให้ฉันเถิด

ขอความเงียบให้ฉันเถิด

27 มี.ค. 2559

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ขอความเงียบให้ฉันเถิด : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

 
      “รุ่งอรุณแนบเนาเช้าเสียงนก น้ำค้างตกลานทรายชายคาบ้าน เสียงใบไม้ร่วงหล่นลงบนลาน กรุ่นเตาถ่านหม้อกาหอมฟ้าดิน”
 
      บทกวีชิ้นหนึ่ง “ขอความเงียบให้ฉันเถิด” จากหนังสือ กวีนิพนธ์ “แม่น้ำที่สาบสูญ” ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์
 
      ผมตื่นเช้าทุกวันเป็นนิสัยมาตั้งแต่เด็ก เหมือนปู่ย่าตายาย เหมือนพ่อแม่.. เสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง เสียงน้ำค้างเปาะแปะ เสียงใบไม้ร่วง กลิ่นหอมควันไฟ หอมใบไม้ใบหญ้าเปียกชื้น หอมแผ่นดินแผ่นฟ้า
 
      เช้าวันนี้ก็เช่นทุกวัน เป็นอีกเช้าที่ผมตระหนักว่า ผมยังหายใจอยู่ อีกเช้าที่ได้ยินเสียงนกร้อง ฤดูนี้มีมโหรีจักจั่นบรรเลง ประสานเสียงกู่เร้า ของนกกาเหว่า เสียงต่ำของนกกะปูด เสียงสูงหวานใสของนกกางเขน ..เสียงแห่งความเงียบสงบ
 
      “บ้านที่คงดงไม้แนวชายคลอง เช้าสีนวลอวลละอองในท้องถิ่น เพรียกไก่ขันลมตกเสียงนกบิน สายน้ำรินหลั่งไหลไปเงียบงัน”
 
      เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เขียนแทนผมแล้ว ผมอ่านด้วยความรู้สึกเดียวกันกับเขา.. บ้านผมอยู่ริมแควยม ผมสัมผัสได้ถึงสายน้ำที่รินไหลไปเงียบงัน
 
      ผมหนีเมืองมาอยู่ชนบทตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 และผมอยู่ที่นี่ “กระท่อมเกี่ยวก้อย” ริมแควยม ตั้งแต่ปี 2534
 
      ยี่สิบกว่าปี เกือบสามสิบปี..ง บ้านของผมยังเป็นบ้านในฝัน เป็นบ้านที่สุขสงบ ต้นไม้ทุกต้นที่นี่ยังอู่ดี อยู่ครบ กระรอก กระแต ยังร่าเริง เมื่อเช้ายังแหงนมองตามเสียงนกขมิ้นเหลืองอ่อน นับได้หกตัว บนยอดไม้ที่แผ่คลุมทั่วบริเวณบ้าน
 
      แม้บางวันสายลมจะผันผวน พัดพาละอองยาฆ่าแมลง และสารเคมีเกษตร มาให้ระคายเคือง
 
      แม้ผมจะคิดถึงทางดินสายเล็กๆ ที่ผูกพันด้วยปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นถนนคอนกรีต แม้ตนยางนาที่เคยหนาแน่นทั่วล่มน้ำ จะถูกตัดโค่นลงต้นแล้วต้นเล่า แม้หมู่บ้านจะมี “เสียงตามสาย” โดยติดลำโพงไว้ตามเสาไฟฟ้า แต่บ้านผมก็อยู่ลึกสุด ห่างไกลจากกลุ่มย่านบ้านเรือนกลุ่มใหญ่
 
      แต่แล้ว ชาวบ้านทั้งสายก็ได้ทราบข่าวดี ว่าทางการได้อนุมัติโครงการสร้างสะพานข้ามลำแคว และได้ถนนลาดยางกว้างกว่ามาแทนถนนคอนกรีตเดิม
 
      ข่าวดีของชาวบ้าน และผมก็เป็นชาวบ้านคนหนึ่ง แต่ผมรู้สึกใจหาย หวนคิดถึงทางดินสายเล็กๆ ที่เงียบสงบ
 
      “ความเงียบนั้นมอบความนอบน้อม ทั้งพรั่งพร้อมงอกงามจากต่ำใต้ ผ่านความรักของฟ้าดินมิสิ้นไร้ ออกจากใจในตนถึงคนรัก”
 
      ต่อแต่นี้ไป ทางดินสายเล็กๆ ของผมจะค่อยๆ ลางเลือนไปจากชีวิตจนกลายเป็น “สายทางที่สาบสูญ”
 
      ผมหนีเมืองมาอยู่ชนบท สาเหตุหนึ่งคือ หนี “เสียงตามสาย” ของทางการ ที่กระจายเสียงผ่านออกลำโพง บนเสาไฟหน้าบ้าง อุตส่าห์หนีมาอยู่ชนบทก็ยังไม่พ้น
 
      “.................................................. ฉับพลันฝันปวงร่วงแตกหัก กำเนิดเสียงแปลกปลอมขึ้นพร้อมพรัก ล้วนหน่วงหนักผลักโถมโจมประจัน น้ำเสียงหนึ่งดึงชักให้รักชาติ อีกเสียงหนึ่งบำรุงศาสน์ อากาศหวั่น โลกยามเช้าอึงคะนึกพัลวัน ดวงจินต์อันกระจ่างจึงร้าวเร้น”
 
      นอนเปลอ่านกวีนิพนธ์ “แม่น้ำที่สาบสูญ” ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ในยามเช้าที่อึงคะนึงพัลวันด้วยใจไหวหวั่น คิดถึง “สายทางที่สาบสูญ”