
เปลี่ยน'บ้านเก่ากลางกรุง'ให้เป็น'โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน'
26 มี.ค. 2559
เปลี่ยน บ้านเก่ากลางกรุง ให้เป็น โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากมีแฟนชาว “บ้านไม่บาน” ท่านหนึ่งได้แจ้งความประสงค์มายังผม ให้ช่วยไขปัญหาข้อข้องใจ เนื่องจากแฟนท่านนี้อายุอานามเลยวัยกลางคนไปมากแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณอายุ และมีบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่กลางกรุงหลังหนึ่ง บนพื้นที่ดิน 80 ตารางวา สภาพบ้านก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาและอายุของเจ้าของบ้านครับ คอยซ่อมแซมบำรุงกันมากว่า 30 ปี ซ่อมจนแทบจะซ่อมอะไรไม่ได้แล้ว บางอย่างเลยต้องปล่อยเลยตามเลยให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จากเดิมที่พื้นถนนสาธารณะหน้าบ้านที่เคยอยู่ต่ำกว่าพื้นบ้าน ไปๆ มาๆ ถนนสาธารณะที่กทม.ปรับปรุงใหม่ก็ยกสูงกว่าพื้นบ้าน ทำให้ในช่วงหน้าฝน ในกรณีที่ฝนตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง ก็เกิดสภาพน้ำท่วมขัง แทนที่น้ำในบ้านจะไหลออกไปสู่ท่อระบายน้ำในถนน แต่ในทางกลับกัน น้ำจากถนนกลับไหลเข้าบ้านครับ เพราะระดับของพื้นบ้านต่ำกว่าถนน ก็ทนทุกข์ทรมานกันมานานหลายปี
สำหรับครอบครัวของชาว “บ้านไม่บาน” ท่านนี้เป็นครอบครัวขนาดเล็กครับ มีลูก 2 คน วิริยะอุตสาหะส่งลูกจนสำเร็จปริญญาทุกคน พอจบแล้วก็ประกอบ “สัมมาอาชีวะ” แบบ “พอเพียง” ครับ เป็นชน “ชั้นกลาง” ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป หลังจากที่ผมได้รับฟังปัญหาของ “คนรักบ้าน” ท่านนี้ เลยแนะนำว่า เมื่อบ้านชั้นเดียวที่อยู่อาศัยชำรุดทรุดโทรมลงไปเกินกว่าจะเยียวยาแก้ไข เลยคิดว่าไม่ต้องทำการซ่อมแซมกันอีกต่อไป ให้คิดการใหญ่สร้างขึ้นใหม่บนพื้นที่เดิมน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าและน่าสนใจกว่า เพราะมีพื้นที่ดินค่อนข้างจะกว้างขวาง ถึง 80 ตารางวา
ผมจึงเสนอให้ทำ “บ้านไม่บานกลางกรุง” ในสไตล์ “โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน” ความสูง 4 ชั้น ที่แต่ละคูหามีหน้ากว้างขนาด 4 เมตร ตัวอาคารลึกประมาณ 12 เมตร เว้นด้านหลังไว้อย่างน้อย 3 เมตร (ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร) และด้านหน้าอีก 5 เมตร สำหรับจอดรถ (ก็จะทำให้พื้นที่ดินลึก 20 เมตร) และด้านหน้าเป็นคูหาละ 4 เมตร ระยะร่นอีกด้านละ 2 เมตร (ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร) จะเห็นว่าพื้นที่ด้านหน้าจะต้องกว้างอย่างน้อย 16 เมตร และความลึกอย่างน้อย 20 เมตร ผมลองเอา 16 เมตรx20 เมตร แล้วหารด้วย 4 จะเห็นว่าพื้นที่ดินจะได้ 80 ตารางวา พอดิบพอดีเลยครับ
ทางเจ้าของบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำเป็น “โฮมส์ออฟฟิศ” 3 ห้อง ก็มีเหตุผลหลักๆ ของผมอยู่ 3 ประการครับ ประการที่ 1 ขนาดหน้ากว้างของที่ดินวัดจากโฉนดก็ได้ประมาณ 16 เมตร จะเห็นได้ว่าขนาดที่ดินลงตัวสามารถทำ “โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน” ได้ 3 ห้องพอดีเลยครับ ประการที่ 2 ครอบครัวนี้มีลูกอยู่ 2 คน ก็ทำให้สามารถแบ่งให้ลูกๆ ได้ไปคนละ 1 คูหา สามารถนำไปประกอบสัมมาอาชีวะตามแนวทางที่ตนถนัด รวมทั้งใช้เป็นที่พักอาศัย เพราะในปัจจุบันที่ดินใจกลางกรุงนั้นมีราคาแพงขึ้นมากครับ
หากจะต้องซื้อบ้านหลังใหม่หรือทาวน์เฮ้าส์หลังใหม่ คงต้องอยู่ออกไปไกลลิบถึงชานเมือง และนอกจากนั้นเหลืออีก 1 คูหา เจ้าของบ้านก็จะมีที่พักส่วนตัวเป็นการ “ไพรเวท” ไม่ต้องไปวุ่นวายกับลูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อลูกๆ มีครอบครัวแล้วก็อาจจะต้องการความเป็นส่วนตัว สำหรับ ประการที่ 3 การที่ผมได้แบ่งที่ดิน 80 ตารางวา ออกเป็น 3 โฉนด เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในยามขาดสภาพคล่องก็สามารถนำเอาที่ดินนี้ไปจดจำนองกับทางธนาคารเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในกิจการงานที่สมควร
จะว่าไปแล้วบ้านที่สร้างขึ้นเมื่อ 30-40 ปี ที่แล้วส่วนใหญ่มักจะตกอยู่ในสภาพนี้ครับ คือสภาพโดยรวมของบ้านจะทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา อีกทั้งพื้นที่ใช้สอยในบ้านก็มักจะไม่พอเพียงกับจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น และบ้านเหล่านี้ในอดีตเคยตั้งอยู่ชานกรุง แต่ในปัจจุบันตั้งอยู่ใจกลางกรุง จัดว่าเป็นย่านทำเลทองที่การคมนาคมสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากบ้านชั้นเดียว เป็น “โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน” ขนาด 3 คูหา 4 ชั้น น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าเดิมและสามารถตอบโจทย์ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว
ที่สำคัญที่สุดบรรดาสมาชิกของ “บ้านไม่บาน” หลังนี้ก็ไม่ตกอยู่ในสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ ลูกๆ ก็ยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันภายในร่มไม้ชายคาเดียวกัน และสามารถสร้างครอบครัวใหม่บนผืนดินเดิม ก็ถือว่าถึงพร้อมครับ ผลคือแฮปปี้กันทุกฝ่าย คือทั้งผมและแฟนๆ ชาว “บ้านไม่บาน” ท่านนี้ รวมไปถึงบรรดาลูกๆ ก็ได้มีบ้านใหม่ในรูปแบบ “โฮมส์ออฟฟิศไม่บาน” ซึ่งเป็นพื้นที่ดินดั้งเดิมของเขาเอง เพียงแค่แยกส่วนออกมาจากพื้นที่ของพ่อและแม่ เพราะผมได้ออกแบบเตรียมไว้ถึง 3 คูหาครับ ก็หวังว่าคงสามารถตอบโจทย์ให้บรรดาแฟนๆ “คนรักบ้าน” ท่านนี้และอีกหลายท่านที่กำลังประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ก็ลองนำเอาแนวคิดของผมนำไปปรับประยุกต์ใช้กันดูก็น่าจะเป็นประโยชน์ครับ



