
อุบัติเหตุเบนซ์หรู เหตุและต้นตอของปัญหา
26 มี.ค. 2559
อุบัติเหตุเบนซ์หรู เหตุและต้นตอของปัญหา : โดย...วณัฐสุข สงวนศิริ หัวหน้าผู้ฝึกสอน aDTC
ในทศวรรษนี้องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นทศวรรษที่ลดอุบัติเหตุ เมืองไทยของเราก็เข้าร่วมกับโครงการนี้ด้วยการไปประชุมกันมาแล้วหลายครั้ง มีแผนปฏิบัติงานต่างๆ ก่อนหน้านี้สิบกว่าปีก็มีหน่วยงานนำเสนอวิธีการลดอุบัติเหตุ เลือกจังหวัดนำร่อง ก็ได้มีการพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นหลายอย่าง เช่น ป้ายเตือนจำกัดความเร็ว ป้ายเตือนลักษณะทางข้างหน้า (Self Explaining Roads) เพื่อเป็นเกณฑ์ปลอดภัยแก่นักขับ เราเรียกสิ่งต่างๆ เหล่านั้นว่า “ตัวนำนักขับ–Driver Guides” ถ้าขับตามป้ายเตือนที่ถนนบอกไว้ก็จะมีโอกาสปลอดภัยมากถึง 90% เพราะป้ายเตือนเหล่านั้นถูกคำนวณตามมาตรฐาน
นักขับส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าป้ายมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อการใช้รถใช้ถนนอย่างไรบ้าง ซึ่ง “ตัวนำนักขับหรือ Driver Guides” ช่วยให้นักขับที่สวามิภักดิ์ “มีความปลอดภัย”
การขับรถหลายคนและส่วนมากมีพฤติกรรมการขับ มีรูปแบบการขับแตกต่างกันมากทั้งๆ ที่มีอวัยวะเท่ากัน (พฤติกรรมการขับ เช่น การขับชิดคันหน้า ขับเว้นระยะห่างน้อยเกินไป ฯลฯ รูปแบบการขับ เช่น ขับเร็ว ขับปาดซ้ายปาดขวา กดแตร กดดันรถคันอื่น ฯลฯ)
การขับรถ “ไม่ง่าย” ในยุคนี้มีความเกี่ยวข้องหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ความพร้อมทางด้านร่างกายทั้งภายในและภายนอก ความรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับรถ ความรู้เกี่ยวกับกฎของถนน หลักการขับปลอดภัย หลักการขับเชิงป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้มันทำหน้าที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน แท้จริงแล้วการขับรถก็คือการกระทำซ้ำๆ ระหว่าง “การเห็น–การคิด–การกระทำ See–Think Act” วนเวียนอยู่ 3 อย่างนี่แหละครับ เห็นคันหน้าเบรก เราก็คิดว่าจะเบรก ทำการเหยียบเบรกดั่งที่ใจคิด…คำถามที่น่าขบคิดก็คือแล้วเราจะเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่ คิดจะทำอะไรอย่างไรและทำเมื่อไหร่
มีอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นโดยที่ผู้ขับได้ตัดสินใจเบรกอย่างเต็มที่แต่รถไม่หยุด เกิดอุบัติเหตุที่ชนท้ายกันบ่อยๆ ดังนั้น “ระยะหยุดคือสิ่งที่นักขับทั้งหลายควรรู้”
“ระยะเบรก” หมายถึง ระยะตั้งแต่คนขับมองเห็นรับรู้อุปสรรคหรือปัญหา (เช่นเห็นรถเสียจอดขวางทาง) คิดว่าจะทำอย่างไร (สมมุติว่าต้องหยุดรถ) ก็ต้องมีการกระทำนั่นก็คือ “การยกเท้าขวาจากแป้นคันเร่งไปที่แป้นเบรก” (ยังไม่เหยียบเบรก) และสุดท้ายก็คือเหยียบเบรก เมื่อนำเอา 3 อย่างมารวมกันเราก็เรียกว่า “ระยะหยุด”
ระบบคิดและขั้นตอนจะเป็นแบบนี้ 1.ระยะเห็นระยะรับรู้ (กลไกของตาและสมอง)+2.ระยะกระทำ (เท้าขวายกมาที่แป้นเบรกตามคำสั่งโดยอัตโนมัติของสมอง)+3.ทำการเบรกกดเท้าขวาค้างไว้จนกว่ารถจะหยุด
สมมุติว่ารถวิ่งด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะเห็นระยะรับรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ใช้ระยะไปประมาณ 28 เมตร พอกระทำยกขาขวาไปที่แป้นเบรกก็ใช้ระยะไปประมาณ 12 เมตร พอเริ่มเหยียบเบรกจนรถหยุดก็ใช้ระยะไปประประมาณ 28 เมตร เมื่อรวมทั้ง 3 กิจกรรมเข้าด้วยกันจะต้องมีระยะหยุดมากประมาณ 68 เมตร
ระยะ 68 เมตรก็ยาวเท่ากับเอารถกึ่งพ่วงมาต่อกัน 4 คันกว่าๆ หากรถวิ่งที่ความเร็วประมาณ 3 เท่าหรือประมาณ 170 กม./ชม. ทุกอย่างคูณด้วย 3 รวมทั้ง 3 ระยะเท่ากับ 204 เมตร
โดยธรรมชาติของคนขับรถเมื่อจะหยุดรถก็จะประกอบด้วย 3 อย่างนี้ เรียกระยะทั้ง 3 นี้ว่า "ระยะที่ปลอดภัย” หรือ Safety Margin (เราต้องรักษาระยะนี้ไว้ตลอดการขับรถ)
อุบัตเหตุที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากผู้ขับขี่รถเบนซ์ ไม่มี Safety Margin และไม่ “สวามิภักดิ์ป้ายเตือน”...จึงเป็นเหตุให้เราต้องสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าของประเทศไปถึง 2 คน
-------------------------
(อุบัติเหตุเบนซ์หรู เหตุและต้นตอของปัญหา : โดย...วณัฐสุข สงวนศิริ หัวหน้าผู้ฝึกสอน aDTC)



