
เยี่ยมโมสาร์ทที่ ซาลส์บวร์ก
ถ้าดัชนีความโรแมนซ์วัดกันที่เสียงดนตรี ซาลส์บวร์ก (Salzburg) คงเป็นเมืองที่ติดอยู่ในท็อปเท็นของเมืองโรแมนติกของโลกใบนี้
คนบริโภคความโรแมนซ์แทนอาหารเสริมอย่างฉัน รับรองว่าไม่ปล่อยให้ซาล์สบวร์กลอยนวล หน้าที่ของฉันคือดั้นด้นไปตรวจสอบระดับความโรแมนติก ว่าเข้มข้นหรือเจือจางแค่ไหน
บางคนมาหาซาล์สบวร์กโดยนั่งรถไฟมาจากเวียนนาใช้เวลา 2.30-3 ชั่วโมง บางคนนั่งรถไฟข้ามประเทศจากมิวนิคแห่งเยอรมนี ก็ใช้เวลาแค่ 1.30-2 ชั่วโมง แต่ฉันเป็นพวกเที่ยวสลับซับซ้อน ห้อรถไฟมาจากลูเบลียนา เมืองหลวงของประเทศสโลเวเนีย เลยต้องโคลงเคลงอยู่บนรถไฟถึง 4 ชั่วโมงเศษๆ ถึงจะได้เห็นหน้างามๆ ของซาล์สบวร์ก แต่ไม่ว่าใครจะมาจากมุมไหนของยุโรป ก็มาหาซาล์สบวร์กได้อย่างง่ายดาย เพราะรถไฟยุโรปทั้งสะดวกสบายและรวดเร็ว เช็กตารางรถไฟได้ที่ www.raileurope.fr (หรือจะโทรไปสอบถามที่ดีทแฮล์มฯ 0-2660-7067-9)
แล้วก็พบว่า ด้วยองค์ประกอบและส่วนผสมหลายอย่างปรุงให้ซาล์สบวร์กโรแมนติกพอตัว ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำซาลซัคที่พาดผ่านใจกลางเมือง เทือกเขาสูงที่ผึ่งผายโอบเมืองเล็กแห่งนี้เอาไว้ สวนสวยกลางเมืองที่ไม่ได้เป็นปอดธรรมดา แต่เป็นปอดที่ได้รับการผ่าตัดซะจนหน้าแฉล้ม เรียกว่ารับแขกได้อย่างไม่ต้องกลัวเสียหน้า เมืองเก่าที่มีกลิ่นบาร็อคลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วเมือง และเสียงดนตรีที่เติมให้ซาล์สบวร์กราวกับมีมนต์ ตรึงให้นักท่องโลกหลั่งไหลไปที่นั่น
สองเท้าของฉันหยุดอยู่หน้าบ้านสีเหลืองเลขที่ 9 ไม่ได้มีญาติมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ แต่เพราะเป็นบ้านเกิดของศิลปินเอกของโลกอย่างโมสาร์ท จึงไม่มีนักท่องโลกหน้าไหนเดินเชิดหน้าผ่านบ้านเลขที่ 9 ไปได้
โมสาร์ทเคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้นานกว่า 20 ปี แต่ตอนนี้ถูกจับโมดิฟายใหม่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงทุกเรื่องราวของชายคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ไปจนถึงเครื่องดนตรีของเขา เห็นตัวเลขจำนวนเพลงที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นแล้วรู้สึกทึ่ง ยิ่งพอรู้ว่าเขาแต่งเพลงแรก ตั้งแต่ตอน 5 ขวบยิ่งทึ่ง อย่าไปถึงขั้นแต่งเพลงเลย บางคน 5 ขวบยังแต่งตัวเองไม่ได้เลย
นั่นแค่บ้าน แต่หลังจากนี้ไป ไม่ว่าจะเดินเหินไปซอกมุมไหนของซาล์สบวร์ก โมสาร์ทก็สะกดรอยตามฉันไปทุกที่ บนแก้วน้ำ กล่องช็อกโกแลต หมวก เสื้อยืด แม็กเน็ท ไปยันสมุดดินสอ จะมีใบหน้าของชายชื่อโมสาร์ทจะไปปรากฏอยู่ทุกที่
การท่องเที่ยวซาล์สบวร์กแทบไม่ต้องเทงบทำมาร์เก็ตติ้งอะไรให้มากเรื่อง เพราะแค่มีหน้าของโมสาร์ทประทับอยู่บนข้าวของ อะไรๆ ก็ขายดีเทน้ำเทท่าไปหมด
แต่ถ้าใครอยากเจอตัวโมสาร์ท ก็ไปหาได้ที่จัตุรัสโมสาร์ท (Mozart Square) เขายืนคอยทุกคนอยู่ที่นั่น รูปปั้นโมสาร์ทฝีมือของลุดวิก ชวานธาเลอร์ มีแต่ผู้คนไปยืนห้อมล้อมแหงนคอมองดูเขา
คีตกวีเอกระดับโลกคนนี้จึงกลายเป็นเครื่องหมายการค้าประจำซาล์สบวร์ก ที่แขกเหรื่อทุกคน เป็นต้องมาจับเขาใส่เม็มโมรี่การ์ด สถาปัตยกรรมแบบบาร็อกที่คลุมอยู่ทั่วมหาวิหารประจำเมืองซาล์สบวร์ก ดึงสายตาทุกคู่ให้เพ่งมอง เป็นวิหารที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์และธรรมชาติมาจนสะบักสะบอม แต่ก็ได้รับการบูรณะให้กลับมาโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมืองเก่าอย่างทุกวันนี้ และเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวเมือง
ถนนแคบๆ ในเมืองเก่าเชื่อมถึงกัน และทอดยาวขึ้นไปหาปราสาทโฮเฮนซาลส์บวร์กที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา แต่เพราะมีเวลาให้แก่ซาล์สบวร์กอย่างเหลือเฟือ แทนที่จะนั่งรถรางขึ้นไปโดย เลยเดินไปร่วมครึ่งชั่วโมงเตร็ดเตร่เลาะเนินเขาขึ้นไปหาปราสาทอันสูงสง่า
บนชัยภูมิห้าดาวของเมือง ร่างทะมึนของปราสาทโฮเฮนซาลส์บวร์กอายุเกือบพันปีปักหลักอยู่อย่างสงบ คอยสอดส่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวซาล์สบวร์กอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โบสถ์ วิหาร จัตุรัส ถนนสายช็อปปิ้ง แม่น้ำซาลซัค หรือแม้กระทั่งรูปปั้นโมสาร์ท ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของปราสาทงามแห่งนี้
บนป้อมปราการแห่งนี้ ไม่เพียงเคยเป็นที่อยู่ของบาทหลวง แต่ยังเคยเป็นทั้งคุกและค่ายทหารมาก่อน ประวัติศาสตร์ของออสเตรียมากมาย จึงถูกกักขังอยู่หลังป้อมปราการ รอผู้คนในยุคนี้ขึ้นมาแกะรอย
ละจากปราสาทคู่บ้านคู่เมืองของซาล์สบวร์ก ฉันก็พุ่งไปหาถนนเกอไทร์เดกาซเซ (Getreidegasse) ถนนที่ไม่ได้มีไว้ให้จับจ่ายระบายสภาพคล่องอย่างเดียว แต่ยังมีไว้ให้บริโภคอาหารตากันได้ตามอัธยาศัย
ฉันมันพวกชอบวินโดว์ ช็อปปิ้งอยู่แล้ว จึงถูกชะตากับถนนเกอไทร์เดกาซเซอย่างหนัก น่ารักก็ตรงที่ป้ายเหล็กหน้าร้านที่ทำได้เจริญหูเจริญตา ใครขายอะไรก็จะทำป้ายเพื่อบอกแจ้งแถลงไขกันไปเลย บางร้านขายแว่นตาก็ทำเป็นรูปแว่นตา ขายรองเท้าก็เป็นป้ายรองเท้า ยังไม่ต้องเสียสตางค์ซื้ออะไร แค่เดินดูป้ายพวกนี้ก็เพลินแล้ว
ผลการชันสูตร พบว่า เรื่องความโรแมนซ์ซาล์สบวร์กอาจจะได้คะแนนแปดเต็มสิบ แต่เรื่องความน่ารัก เอาไปเลยสิบเต็ม
"กาญจนา หงษ์ทอง"



