
"แก้ว-เนาว์" ชวนเติมผลบุญฝ่ายจิต
ไม่ว่าศาสนาไหนในโลกก็มักจะสอนให้รู้จัก "การให้" ไม่ว่าจะเป็น "การให้ทาน" หรือ "การทำบุญ" โดยการให้เหล่านี้ต้องมาจากความรักอันบริสุทธิ์ ที่ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เพราะการทำบุญและการให้ทาน ตามความเชื่อของเหล่าพุทธศาสนิกชน นอกจากจะเป็นการสั่งสมผลบุญของเราในช
ก่อนที่จะเดินทางไปทำงานที่หัวหิน ทั้งสองจะพากันมาสนทนาธรรม รวมทั้งขอพรจาก พระเทพภาวนาวิกรม หรือ เจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประจำ ด้วยทั้งสองเลื่อมใสและศรัทธาในสิ่งที่ พระเทพภาวนาวิกรม ประพฤติและปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเยาวชนมาโดยตลอดนั่นเอง ซึ่งครานี้ทั้งสองก็ชักชวนทีมงาน "คม ชัด ลึก" ให้ได้มีโอกาสไปร่วมทำบุญที่วัดแห่งนี้พร้อมกับพวกเธอด้วย
เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่แก้วและเนาว์ เป็นลูกศิษย์เจ้าคุณธงชัย ซึ่งฝ่าย "แก้ว" เป็นผู้เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอและน้องสาวค่อนข้างศรัทธายาก แต่พอคุณน้าชักชวนให้มาทำบุญที่วัดนี้ ครั้งนั้นก็ยังแปลกใจว่าทำไมคนถึงได้มาหาหลวงพ่อรูปนี้มากนัก แต่พอได้สนทนากับท่านจึงทราบว่า มีหลายอย่างเหมือนกันโดยเฉพาะความชื่นชอบของโบราณ จึงกลายเป็นเหมือนสนทนาแล้วถูกอัธยาศัย ยิ่งได้มารู้ถึงโครงการที่หลวงพ่อทำเพื่อช่วยเหลือเยาวชนในเรื่องการเรียน จึงยิ่งรู้สึกศรัทธาในตัวของหลวงพ่อมากยิ่งขึ้น จึงขอปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
"ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างมาหาหลวงพ่อสักเท่าไร เพราะงานที่ต้องทำค่อนข้างเยอะ แต่ก่อนจะเดินทางไปทำงานที่หัวหิน จะหาเวลามาถวายเพลให้แก่หลวงพ่อ เฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละครั้ง เพราะเวลาไปทำงานที่หัวหินจะต้องไปอยู่ประมาณครึ่งเดือน ก็จะมาหาหลวงพ่อก่อนเหมือนมาลาว่าจะเดินทางไปต่างจังหวัดแล้วทำนองนั้น ซึ่งอาหารที่นำมาถวายจะทำมาจากบ้าน แล้วก็อาจจะซื้อผลไม้มาเสริมบ้าง" แก้วเล่าเสียงใส ก่อนจะชักชวนให้เราเข้าไปหาหลวงพ่อที่กุฏิ
เนื่องจากเป็นช่วงเข้าพรรษาพระสงฆ์จึงไม่ออกไปบิณฑบาต เหล่าลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาเจ้าคุณธงชัย จึงพากันมาถวายเพลให้ท่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลูกศิษย์แต่ละคนก็ดูจะคุ้นเคยกับสองสาวนี้เป็นอย่างดีเช่นกัน หลังจากถวายเพลเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็นั่งสนทนาธรรมกับเจ้าคุณธงชัยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น "เนาว์" ก็หันมาคุยกับเราว่า ส่วนตัวแล้วเธอเชื่อเรื่องของกรรมเป็นหลัก เชื่อว่าทุกคนเกิดมามีกรรม เกิดมาเพื่อใช้กรรม และเกิดมาเพื่อสร้างกรรมดี จึงต้องพยายามทำกรรมชั่วให้น้อยที่สุด แก้วได้ยินน้องสาวพูดจึงเสริมว่า
"เราเกิดมาเป็นมนุษย์ โอกาสทำบุญได้มากที่สุดแล้ว เพราะเรามีสมองมากกว่าสัตว์ มีสองมือ มีสติปัญญามากกว่า มีความยับยั้งชั่งใจทำให้เราไม่ทำตามสัญชาตญาณเหมือนสัตว์ เมื่อไรที่เราจะทำชั่วเราจะมีสติระลึกได้ว่าไม่ควรทำ แต่หากไม่ใช้สติก็ไม่ต่างจากสัตว์ อย่างน้อยที่สุดถ้าเราไม่มีโอกาสทำบุญ ก็แค่ทำใจให้ดีไม่คิดร้าย กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว เพราะเมื่อไรที่พ่อแม่เสียใจ นั่นหมายถึงเรามีบาปหนาติดตัว ถึงแม้พ่อแม่จะให้อภัยลูก แต่สิ่งที่เราทำได้กลายเป็นบาปโดยที่เราไม่รู้ตัว
ดังนั้น คนทุกคนเกิดมาน่าจะทำแต่สิ่งที่ดีๆ เมื่อมีโอกาส เพราะเราไม่รู้ว่าชาติหน้าจะเกิดมาเป็นอะไร แล้วจะมีโอกาสได้ทำความดีแบบนี้หรือเปล่า คนสมัยนี้ชอบมองว่าศาสนาเป็นเรื่องไกลตัว แก้วว่าทุกสิ่งอยู่ที่ใจมากกว่า อย่างบางคนพอเห็นข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ก็หมดศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ทำบุญกับบุคคล แต่เราทำกับศาสนา พระที่ประพฤติไม่ดีก็เป็นกรรมของพระไป อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นกรรมของเราไปด้วย" แก้วแจกแจง
ข้างฝ่าย "เนาว์" แฝดผู้น้องกล่าวเสริมว่า หลายคนเวลาทำบุญมักจะหวังผลในภายภาคหน้า แต่สำหรับเธอแล้วการทำบุญแต่ละครั้ง ไม่ได้หวังให้มีฐานะที่ร่ำรวย แต่ทำเพื่อความสบายใจ และหวังให้ผลบุญที่ทำส่งผลให้ชีวิตของเธอพบเจอแต่สิ่งดีๆ ไม่มีใครคิดร้าย หรือมีใครมาทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ เพียงแค่นี้ชีวิตเธอก็มีความสุขพอแล้ว
"ที่บ้านจะสอนมาตลอดว่าให้มีความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำ เนาว์เชื่อเสมอว่าทำดีจะได้ดีกลับมา ดังนั้นอย่าละเลย อย่ามองข้าม และอย่ามองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างน้อยที่สุดทำจิตใจให้ดีปลอดโปร่งไม่คิดอกุศล ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน พยายามทำความดี อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่ให้ทำดีหรือเปล่า ที่สำคัญอย่ามองแต่ตัวเองให้นึกถึงผู้อื่นด้วย การทำบุญถือเป็นการลงทุนที่ง่ายที่สุด ผลบุญอาจจะไม่ได้ส่งผลถึงเราในเร็ววัน แต่ส่งผลให้เราในระยะยาวอย่างแน่นอน ดังนั้น เราก็ควรจะเติมผลบุญของเราให้เต็มอยู่เสมอ ถึงจะไม่ค่อยได้ใส่บาตร แต่เมื่อมีโอกาสก็ขอให้ทำทานสักนิดสักหน่อย หยอดตู้ทานแค่นี้ก็เป็นกุศลจิตแล้ว" เนาว์กล่าวสรุป
เรื่อง..."ศรีพร เหล่าวณิชยา"
ภาพ... "ฐานิส สุดโต"



