ไลฟ์สไตล์

เทคนิครักษาโรคใหลตายด้วยการจี้หัวใจ (จบ)

เทคนิครักษาโรคใหลตายด้วยการจี้หัวใจ (จบ)

17 มี.ค. 2559

ดูแลสุขภาพ : เทคนิครักษาโรคใหลตายด้วยการจี้หัวใจ (จบ)

 
                    อย่างไรก็ดี วิธีการรักษาด้วยวิธีจี้หัวใจ นอกจากต้องอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อให้ค้นหาตำแหน่งผิดปกติได้อย่างแม่นยำแล้ว ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า คือทักษะและความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งในเมืองไทยยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จำนวนไม่มาก ด้วยเหตุนี้ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้วยเทคนิค RF ablation อย่างต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ไปในวงกว้างมากขึ้น
 
                    ล่าสุด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “Genetics, Diagnosis and Treatment of Brugada& Early Repolarization Syndromes” หรือ “พันธุศาสตร์ การวินิจฉัยและการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะในโรคใหลตาย (Brugada Syndrome) และภาวะ Early Repolarization” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านหัวใจหลายคนมาร่วมงาน อาทิ Dr.MélèzeHocini จาก HôpitalCardiologique du Haut-Lévèque ในเมือง Bordeaux Dr.Michel Haïssaguerre จาก Central Hospital University of Bordeaux Dr.Arthur Wilde จาก Department of Cardiology, Academic Medical Center, University of Amsterdam และ Dr.Elijah Behr จาก St George's, University of London ตลอดจน ศ.นพ.มอร์ตัน เอ็มมาวเวอร์ อายุรแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และศาสตราจารย์สรีรวิทยาและชีวฟิสิกส์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโฮเวอร์ด กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ผู้ร่วมคิดค้นเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังร่างกายและได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2558 มาร่วมบรรยายด้วย เรียกว่าเป็นการรวมบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการด้านการแพทย์ระดับนานาชาติมาไว้ในงานนี้กันเลยทีเดียว ถือเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ของแพทย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ
 
                    การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวได้เน้นไปที่การอบรมการจี้หัวใจสำหรับโรคใหลตาย โดยนำผู้ป่วยที่มีอาการของโรคมาสาธิตการรักษา ซึ่งจะมีทั้งแบบที่มีอาการของ Brugada Syndrome, Early Repolarization ผู้ป่วยที่มีทั้ง 2 อาการผสมผสานกัน รวมทั้งผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุกหัวใจ ผู้เข้าประชุมจะได้เห็นการสาธิตว่าจะหาจุดที่มีความผิดปกติตรงไหน หาเจอแล้วจะใช้เครื่องมือจี้อย่างไร
 
                    “วัตถุประสงค์ที่เราจัดงานนี้ขึ้น เพราะผมศึกษาโรคนี้มานาน เรามีการค้นพบใหม่ๆ ว่า โรคพวกนี้เกิดจากอะไร แล้วก็คิดค้นวิธีการจี้หัวใจเพื่อทำให้โรคนี้หายขาดได้ ขณะที่ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็มีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยระดับนานาชาติ เพราะถอดแบบมาจากห้องปฏิบัติการของผมในลอสแองเจลิส การจัดงานนี้ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อยากทำเป็นการกุศล เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าใจการเสียชีวิตเฉียบพลันของคนปกติที่ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่ได้หวังผลทางธุรกิจ แต่อยากสร้างเรื่ององค์ความรู้ของวงการแพทย์เป็นหลัก” นพ.กุลวี กล่าว
 
                    นับว่าเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านสหสาขาวิชา โดยผนวกความรู้ความสามารถของบุคลากรของโรงพยาบาลกับนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการรักษา เหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างในการให้บริการของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
 
 
หวังเทคนิคใหม่ทดแทนเครื่องกระตุกหัวใจ
 
                    นพ.กุลวี กล่าวอีกว่า แนวคิดในการพัฒนาเทคนิคการรักษานี้ คือหวังว่าจะสามารถเข้ามาทดแทนการใส่เครื่องกระตุกหัวใจได้ เพราะการใส่เครื่องกระตุกหัวใจจะต้องใส่เครื่องมือนี้ไปตลอดชีวิต และระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้อาจเสี่ยงมีปัจจัยแทรกซ้อนได้ เช่น ฉนวนของสายไฟรั่วและทำให้เครื่องไม่ทำงาน หรือเกิดการติดเชื้อได้หากเปลี่ยนเครื่องบ่อยๆ
 
                    นอกจากนี้เทคนิคดังกล่าวยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย เนื่องจากการใส่เครื่องมือแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใส่เครื่องมืออีกหลายครั้งตลอดชีวิต ดังนั้น หากสามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการ และทำการรักษาด้วยการจี้หัวใจตั้งแต่แรกย่อมทำให้เกิดการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ในเชิงบวกแก่ผู้ป่วย
 
                    อย่างไรก็ตาม กว่าจะเดินหน้าไปถึงจุดนั้นได้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี โดยขั้นตอนขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการวิจัยเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคนิคนี้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการป้องกันการเกิดอาการของโรคเป็นที่ยอมรับจากวงการแพทย์อย่างกว้างขวาง และคาดว่าจะทำการวิจัยเสร็จภายในอีก 2 ปีข้างหน้า
 
                    หลังจากนั้น หากผลการวิจัยได้คำตอบที่ดีก็ต้องทำ Clinical Trial เพื่อดูว่าระหว่างการใส่และไม่ใส่เครื่องกระตุกหัวใจแล้วได้ผลลัพธ์เท่ากันหรือไม่ ขั้นตอนนี้เร็วที่สุดก็ใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี แต่หากทำสำเร็จก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งในวงการแพทย์
 
 
 
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์